ใช้ นี้ดดดเดียว แต่กวาดรายได้ไปเยอะ

แค่เวียร์กับเบลล่าพูด ก็เชื่อกันทั้งบาง ยิ่งขายดี ก็ยิ่งทุ่มโฆษณามากขึ้น 

ปี 2563 ที่ผ่านมา Niesen ระบุว่า ยาสีฟันสมุนไพรไทยเทพไทย ของบริษัท เทพไทยโปรดัคท์ จำกัด ทุ่มเม็ดเงินในการโฆษณา 797 ล้านบาท

ติด Top 10 Brand และสูงเป็นอันดับ 2 รองจากเนสกาแฟ แซงหน้าแบรนด์ใหญ่เจ้าอื่น ๆ กันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าตัวเลขที่ใช้จ่ายจริงอาจจะน้อยกว่านี้ (เพราะเป็นราคาเต็มยังไม่ได้รวมส่วนลดและโปรโมชั่นอื่น ๆ) แต่ถึงแม้จะหาร 2 ก็ยังนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก

เมื่อเทียบกับรายได้ปี 2562 (ที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์) 297 ล้านบาท ก็คงต้องร้องออกมา “ช่างกล้า”

จะว่าไปแล้วหลายปีมานี้ เทพไทย ทุ่มเงินโฆษณามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

มาดูกันว่าทำไมเทพไทยต้องทุ่มเงินโฆษณา แบบที่บางคนบอกว่า “บ้าคลั่งมาก”   

ปี 2540 สิริกร ชิวปรีชา (มารดาของ กร สุริยพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพไทยโปรดัคท์ จำกัด) ผู้เจอปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ได้กลับจากกรุงเทพฯ ไปสงขลา และเริ่มทำธุรกิจยาสีฟันเทพไทย ที่เป็นภูมิปัญญาตกทอดมาจากรุ่นคุณปู่ ซึ่งเป็นแพทย์ทหารที่ได้ใช้สมุนไพรไทยรักษาชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ช่วงสงคราม

เริ่มแรกก็แค่ทำใช้เองในครอบครัว และแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน เมื่อหลายเสียงบอกว่าใช้ดี และแนะนำให้ทำขาย เธอก็เลยกวนใส่กะละมังแล้วเอามาใส่ตลับ ใส่ตะกร้าหิ้วขายในตลาดนัด  จากนั้นค่อย ๆ เริ่มเรียนรู้ในการพัฒนาสินค้าและบรรจุในแพ็กเกจจิ้งที่ดูดีขึ้นจนได้เป็นโอทอปชุมชน ออกขายตามงานโอทอปทั่วประเทศ

เมื่อสินค้าโอทอปตัวนี้มั่นใจในเทรนด์ของสมุนไพรกำลังมา เลยตั้งเป็นบริษัทเทพไทยเมื่อปี  2556 และยังใจกล้าเดินเข้าหาบริษัทแมส มาร์เก็ตติ้ง (Mass Marketing) ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการกระจายสินค้า ให้เป็นคนวางแผนการขายเมื่อปี 2557

สินค้าจากงานโอทอปจากภูธร ก็ได้ช่องทางอวดโฉมในบิ๊กซี โลตัส และเซเว่นอีเลฟเว่น ฯลฯ 

ช่องทางขายดียังไม่พอ เทพไทยต้องการกำจัดความลังเลของคนในการกล้าหยิบ กล้าใช้ และมั่นใจในแบรนด์มากขึ้นโดยอาศัยพรีเซนเตอร์

เมญ่า-นนธวรรณ มิสไทยแลนด์เวิลด์ ชาวใต้ในเวลานั้นมาถ่ายโฆษณาสินค้าเป็นคนแรก   

จนปี 2561 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อเทพไทยปาดหน้าแบรนด์ใหญ่อีกหลาย ๆ แบรนด์ ทุ่มทุนดึง “เบลล่า” ราณี เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์เป็นรายแรก ๆ พร้อม ๆ กับ “เวียร์” ศุกลวัฒน์”

ปีนั้น เบลล่าดังแบบไม่หยุดฉุดไม่อยู่จากละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ส่วนเวียร์ ก็เป็นดาราตัวทอปของช่อง 7 ที่มีแฟนคลับมากมาย และการเป็นคู่รักนอกจอที่คนตามลุ้นมานานหลายปี ยิ่งเป็นกระแสการเป็นพรีเซนเตอร์คู่ที่ลงตัว

สิ้นปี 2561 รายได้ของเทพพุ่งปรี๊ดถึง 139% จาก 75 ล้านบาทเมื่อปี 2560 เพิ่มเป็น 175 ล้านบาททันที

 ปี 2562 งบโฆษณาถูกเพิ่มเป็น 521 ล้านบาท รายได้ปีนั้น 297 ล้านบาท ส่วนปี 2563 เพิ่มงบโฆษณาเป็น 797 ล้านบาท  

เบลล่ายังดัง ปัง ๆ รัว ๆ ต่อด้วยเรื่อง “กรงกรรม” และล่าสุด “อีเรียมซิ่ง” ภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2563

เชื่อว่าเทพไทยต้องใช้เงินจำนวนมากในการจ้างพรีเซนเตอร์คู่นี้ต่อเนื่อง เฉพาะเบลล่านั้นงานโฆษณาต่อชิ้นราคาไม่ต่ำกว่าเลข 8 หลัก เวียร์เองอาจจะได้น้อยกว่าแต่คงไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันมากนัก

การตลาดบนโทรทัศน์ บทพิสูจน์ชัด ๆ ว่าทีวียังไม่ตาย

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI ให้ความเห็นกับ Marketeer ว่า

“ปีนี้ในขณะที่คนอื่นระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อโฆษณา แต่เทพไทยกลับสวนกระแสยอมทุ่มเงินเต็มที่ แต่เป็นการใช้เงินอย่างถูกที่ ถูกเวลา และใช้เงินเป็น”

เขาบอกว่าเทพไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์ของ Mass Marketing ได้ประสบความสำเร็จ  โดยสื่อหลักที่ใช้คือทีวีเป็นตัวจุดกระแส ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ให้ความสำคัญในการโฆษณาบนทีวีน้อยลง และใช้เงินกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ น้อยมาก   

ถ้าดูกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าเทพไทยจากการเลือกช่อง เลือกละคร หรือรายการต่าง ๆ จะพบว่าโฟกัสคนวัย 35 ปีขึ้นไป และไม่ใช่กลุ่มคนรากหญ้า เพราะราคายาสีฟันเทพไทยไม่ได้ราคาถูกถ้าเทียบกับแบรนด์อื่นๆ

ราคาอาจจะเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง แต่เมื่อถูกวางแผนให้มี Key Message ที่คอยย้ำว่า “ใช้นิดเดียว”

ถึงจะแพงกว่าในปริมาณเท่ากัน แต่เมื่อใช้แค่นิดเดียว ปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว ก็แสดงว่าใช้ได้นานกว่าเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมายาสีฟันเทพไทยจะเริ่มทำโฆษณาผ่านออนไลน์มากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าเดิม ๆ

แต่ภวัตเชื่อว่าเทพไทยจะยังไม่ทิ้งสื่อเดิมในเร็ว ๆ นี้แน่นอน

เมื่อการสร้างแบรนด์ถูกจุดติดแล้วด้วยเงินจำนวนมากในแต่ละปี แต่หลังจากนี้งบการตลาดจะถูกลดลงมาหรือเปล่า หรือแบรนด์จากภูธรนี้จะสร้างปรากฏการณ์ตลาดใหม่ ๆ อะไรออกมาอีกหรือไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป   

————————————————————————————–

Top 10 Brand ที่ใช้เงินโฆษณาสูงสุด ปี 2000 (Niesen)

1. เนสกาแฟ                  943      ล้านบาท

2. เทพไทย                   797      ล้านบาท

3. Downy                     741      ล้านบาท

4. เทสโก้โลตัส              710      ล้านบาท

5. โค้ก                          697      ล้านบาท

6. OK Herbal                662      ล้านบาท

7. รีเจนซี่                       547       ล้านบาท

8. AIS                           513        ล้านบาท

9. ISUZU                      484       ล้านบาท

10. บรีส                        452       ล้านบาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer