ใช้จ่ายเป็น มีเงินเก็บ – สิ่งสำคัญสุดที่ต้องจัดการให้ได้เมื่อชีวิตขึ้นเลข 3 คือเรื่องเงินๆทองๆ ของตัวเอง เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า คุณใช้เงินเป็นหรือไม่ ออมหรือนำเงินไปลงทุนได้มากแค่ไหน โดยเพื่อความมั่นคงทางเงินและให้หยาดเหงื่อจากงานเกิดประโยชน์สูงสุด ควรให้น้ำหนักกับของที่จำเป็นมากกว่าของที่ต้องการ เก็บหอมรอมริบและลงทุนเพื่ออนาคตบ้าง เชื่อเถอะว่าหากใช้เกินกว่าที่หามาได้หรือประมาททางการเงิน ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีจนถึงวันหนึ่งก็ถังแตกได้

ล้มเมื่อไหร่ ลุกให้ไว และจำไว้เป็นบทเรียน – กว่าจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ทุกคนต้องเจออุปสรรคบ้างไม่มากก็น้อย หากโชคร้ายเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้คุณก็เผชิญความล้มเหลว แต่คนทั่วไปกับคนที่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงที่กลุ่มหลังใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียน วางแผนเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและลุกขึ้นเดินหน้าต่อให้เร็วที่สุด

ลองเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว – หลังสามารถดูแลการใช้จ่ายของตัวเองได้แล้ว หากเหลือเก็บก็ควรหาวิธีทำให้เงินนั้นงอกเงย ทั้งเพื่อเรียนรู้ในเรื่องความรับผิดชอบ ได้ตัดสินใจสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลดีต่อชีวิตคุณในภายภาคหน้า ขณะเดียวกันยังช่วยให้คุณเข้าใจหัวอกหัวหน้างานหรือเจ้าของบริษัทที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญอยู่เป็นประจำอีกด้วย แล้วคุณจะรู้ว่าความเด็ดขาดหรือบทโหดบางครั้งก็จำเป็น

กิจธุระยุ่งแค่ไหนก็จัดสรรเวลาลงตัวได้ – เมื่ออายุถึง 30 ปี บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีตารางเวลาแต่ละวันที่แน่นอน รู้ชัดเจนว่าช่วงไหนต้องอะไร โดยหากฐานะดีหรือเป็นประดับผู้บริหารก็จะมีเลขาคอยเตือน แต่สำหรับคนทั่วไปสามารถใช้อุปกรณ์ใกล้ตัว ทั้งสมุดบันทึกหรือApp บน Mobile Device เป็นตัวช่วยได้ ข้อควรจำในการจัดสรรเวลาคือต้องให้ความสำคัญกับงานเป็นอันดับต้นๆเสมอ แล้วอาจตามด้วยเรื่องครอบครัว ส่วนการสังสรรค์ให้อยู่ลำดับสุดท้าย

รับมือไหวทั้งคนที่เห็นตรงหรือเห็นต่าง – ด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้น ที่ขยับตามมาคือการพบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งแน่นอนมีทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่าง โดยกลุ่มหลังถ้าไม่อยู่คนละขั้วกับคุณจริงๆ ก็ไม่ควรตัดออกจากชีวิตเลย เพราะเป็นโอกาสให้คุณได้เตือนตัวเองเรื่องการใช้คำพูด บริหารความสัมพันธ์ ฝึกความอดกลั้น ใช้เป็นกระจกสะท้อนตัวเองและสื่อให้ส่วนรวมรู้ว่าคุณเคารพผู้อื่นที่เห็น โดยสิ่งที่ได้กลับมาคือความเคารพในตัวคุณเช่นกัน

ปรับตัวได้ ดัดแปลงเป็น – การได้เลี้ยงชีพด้วยงานที่รักคือชีวิตในอุดมคติ แต่น้อยคนจะได้สมปรารถนา ทว่าคุณยังสามารถมีความสุขกับงานได้หากนำความรู้ ความสามารถหรือสิ่งที่เรียนมาปรับใช้ให้เหมาะกับงานที่อยู่ เช่นหากเรียนจบจิตวิทยาแต่จับผลัดจับผลูได้มาทำงาน Office ก็สามารถนำความรู้เรื่องจิตใจและพฤติกรรมมาปรับใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านาย จำไว้ว่าต่อให้มีทักษะเรื่องใดลึกซึ้งแค่ไหน แต่หากปรับใช้ไม่เป็น ทักษะนั้นก็จะค่อยๆตายไปและยากที่คุณจะประสบความสำเร็จ

รับฟังความคิดเห็นผู้อื่นบ้าง – เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว ท้ายที่สุดคุณจึงต้องติดต่อสื่อสารหรือพึ่งพาผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉนั้นไม่ควรมั่นใจตัวเองเกินไป ทนงตนกว่าเก่งที่สุด และเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่นหรือความรู้ใหม่ๆ ในปัจจุบันบ้าง โดยการลดอัตตาก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น รู้เท่าทันโลก รุ่นน้องมองคุณว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักน่าเคารพ สังคมน่าอยู่ขึ้นผ่านการให้และรับ (Give and Take) นั่นเอง

ที่มา : lifehack.com