ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ ผมรู้ว่าคุณได้ล้มเลิกเป้าหมายตอนปี 2016 ไปเรียบร้อยแล้ว… รู้ได้ไง?
ที่กล้าพูดก็เพราะคนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น ผมเองก็เป็นแบบนั้น และงานวิจัยยังบอกด้วยว่ามีเพียง 8% เท่านั้นที่ทำตามเป้าหมายจนครบปี ฉะนั้น 92% ที่เหลือฟังทางนี้ให้ดี เพราะเรามี 7 เทคนิคจาก Dr.Marciano นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรม มาฝากกัน
1.สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
ปีหน้าเราจะลดน้ำหนักละ!!! คำถามคือ ตอนไหนล่ะ? แล้วที่บอกว่าลดน้ำหนักเนี่ย ลดปริมาณไขมัน รอบเร็ว หรือสร้างมวลกล้ามเนื้อเพิ่ม
เราจะวิ่งทุกจ็อคกิ้งอาทิตย์ !!! คำถามคือ อาทิตย์ละกี่วัน วันละกี่นาที วิ่งแบบต่อเนื่อง หรือเร่ง
การวางเป้าหมายให้ชัดเจนสามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง ฉะนั้นอย่าลืมแผนที่ดีต้องเจาะจง วัดได้ เกี่ยวข้องกับตัวเรา และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
2.ประเมินความก้าวหน้า
หากเป้าหมายสามารถวัดได้ คุณก็สามรถเห็นแนวโน้มของมันได้ ซึ่ง Feedback เหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่จะบอกคุณว่าเรากำลังมาถูกทางรึเปล่า เช่นหากคุณตั้งเป้าลดน้ำหนักให้ได้ เดือนละ2 โล แต่ผ่านไปครึ่งเดือนแล้วคุณยังลดไป 2 ขีด คุณควรจะรู้แล้วว่ามันไม่พอ
3.จงอดทน
การหักโหมทำอะไรในตอนแรก อาจจะเห็นผลเร็ว แต่สุดท้ายคุณจะทรมานและล้มเลิกไปในที่สุด เพราะฉะนั้นหากคุณไม่สายโหด การรักษาเป้าหมายต้องใช้เวลา และความอดทนเท่านั้น ในตอนแรกมันอาจจะช้า และไม่ได้ดั่งใจ แต่ถ้าผ่านช่วงหนึ่ง (21 วันแรก) ได้แล้ว คุณจะทำมันเป็นนิสัย และผลลัพธ์จะเริ่มมา
4.กล้าเล่าให้คนรอบข้าง
การสนับสนุนจากคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าในเมื่อที่ผ่านมาคุณลองด้วยตัวเองแล้วไม่สำเร็จ ก็ควรหากำลังใจจากคนรอบข้างบ้าง
เคล็ดลับก็คือ คุณต้องหาบัดดี้ หรือเพื่อนที่มีความรับผิดชอบพร้อมทำไปด้วยกัน ไม่ว่าจะออกกำลังกาย เล่นดนตรี ฝึกภาษา การทำอย่างนี้จะช่วยไม่ให้เราล้มเลิกกลางทางได้ เพราะเราจะรู้สึกผิดมากกว่าเมื่อผิดสัญญากับคนอื่น

5.ลงตารางเวลา
คำว่าไม่มีเวลา เป็นคำพูดคลาสสิคของพวกเราชาว 92% ที่ไม่รักษาสัญญา ฉะนั้นคุณต้องแบ่งเวลาไว้ตั้งแต่ตอนที่ได้มา เช่น จะตั้งใจฝึกภาษาจีนอาทิตย์ละ 5 ชั่วโมง คุณก็ต้องตั้งไว้เลยว่า ก่อนนอนจะฝึกวันละ 1 ชั่วโมง 21.00-22.00 หรือไม่ก็ 22.00-23.00 หากคุณพลาดวันใดวันหนึ่ง ก็ต้องไปชดเชยวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น
ตารางเวลาที่ตั้งต้องไม่ใช่แบบตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ แต่ต้องสำคัญแบบตารางเวลาที่คุณหมอนัดคุณไปตรวจ เงินเดือนก็เช่นกันหากไม่แบ่งไว้อย่างชัดเจน ก็ยากที่จะเหลือเก็บ
6.ทำน้อยดีกว่าไม่ทำ
บางครั้งเวลาเราผิดสัญญา เรามักจะผ่อนผันให้ตัวเอง เช่น อุ๊ย ฉันกินของทอดไปแล้ว ของหวานอีกสักหน่อยละกัน หรือ กลับบ้านดึกมากละ ออกกำลังกายไม่ทันแน่นอน ออกอาทิตย์หน้าละกัน Dr.Mariano กล่าวว่าการทำอะไรสักนิดกับไม่ทำเลย นั้นแตกต่างกันอย่างมาก ฉะนั้นเมื่อพบว่ากำลังผิดแผน อย่างน้อยก็ทำให้ได้มากที่สุด และหาเวลาชดเชยเอา
7.ล้มแล้วต้องลุกให้ไว
ล้มเท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญว่าลุกเมื่อไหร่ต่างหาก บางครั้งคุณอาจจะล้มเลิกเป้าหมายไปตั้งแต่เดือนแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เดือนที่เหลือเราจะทำไม่ได้นี่ ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายอะไรมาก่อนในชีวิต ถ้าคุณยังอยากได้มันจริง ๆ คุณสามารถลุกและกลับมาทำมันได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ พัฒนาตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ความอยาก แต่เป็นการพัฒนาทักษะที่ต้องใช้เพื่อให้ได้เป้าหมายนั้น การวางแผนที่ชัดเจน และความอดทนต่อสิ่งที่ทำให้นอกลู่นอกทาง
โห !! ต้องขนาดนั้นเลยหรอ? ใช่ครับ ต้องขนาดนั้นแหละ เพราะหลายปีที่ผ่านมา คุณยังทำไม่ได้สักที ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจริงจังกับเป้าหมาย 2017
Marketeer ก็จะขอนำบทความดีๆ มาสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อช่วยให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จตลอดรอดฝั่งนะครับ
ที่มา : Forbes
