O&B รองเท้า 50 เฉดสี ไม่มีหน้าร้านแต่รายได้ 5ปี 400 ล้านได้ไง

 

 

ชื่อ O&B ไม่ใช่แบรนด์ Mass ที่คนทุกคนรู้จัก แต่เป็นแบรนด์ที่ผู้หญิงเมืองรู้จักดี ในฐานะ รองเท้าที่เซเลป ระดับโลกอย่าง Lindsay Lohan และ Nicky Hilton รวมถึง อั้ม พัชราภา ชมพู่ อารยา ใหม่ ดาวิกา ปู ไปรยา ของชาวไทยก็สวมใส่ ที่ทำตลาดด้วยอีโมชั่นล้วนๆ

แบรนด์ O&B มีจุดเด่นคือรองเท้าทรงบัลเลต์ มีให้เลือก 50 เฉดสี จำหน่ายสินค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค และเว็บไซต์เท่านั้น (ก่อนมาเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ออฟฟิศ O&B ซอยอารีย์ พหลโยธินเมื่อไม่นานมานี้) แต่กลับมีรายได้ 5 ปีรวมกันถึง 400 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ขวบปีแรก แบรนด์ O&B มีกำไรเพียง 4,000 บาทเท่านั้น

ความจริง O&B ไม่ได้มีเฉพาะรองเท้าบัลเลต์ แต่มีกระเป๋า และเสื้อผ้าแฟชั่นด้วย ในปีแรกของธุรกิจ รรินทน์ ทองมา เจ้าของแบรนด์ O&B ได้เริ่มธุรกิจจากกระเป๋าก่อน ด้วยเหตุผล กระเป๋าไม่มีไซส์ให้เลือก ซึ่งง่ายต่อการจำหน่าย และบริหารสต๊อก

จุดเปลี่ยนของแบรนด์ O&B อยู่ที่ปีที่ 2 ของธุรกิจเมื่อกระเป๋าขายดีมีลูกค้าเก่าถึง 50% กลับมาซื้อซ้ำ จึงได้นำรองเท้าเข้ามาจำหน่ายควบคู่กันไป มีจุดเด่นรองเท้าส้นเตี้ยที่ใครๆ เรียกว่ารองเท้าบัลเลต์ ที่ใส่สบายได้ทุกวัน ออกจำหน่ายเพียงไม่กี่สี ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีกว่ากระเป๋าเสียอีก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ O&B รู้จักเพิ่มขึ้นในวงการสาวไทย

จุดสร้างการจดจำของ O&B คือ Feeling ที่ลูกค้าสัมผัส และจดจำแบรนด์ ผ่านรองเท้าที่ใส่สบายและสีของรองเท้าที่มีให้เลือกเกินความจำเป็นถึง 50 เฉดสี เพราะเธอต้องการให้รองเท้าแบรนด์ O&B แบบเดียวกันวางเรียงรายอยู่ในตู้รองเท้าผู้หญิง จากการเข้าใจผู้หญิงที่มีอีโมชั่นในการเลือกซื้อสินค้ามากกว่าเหตุผล และผู้หญิงมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเวลาเปิดตู้รองเท้ามีรองเท้าหลากสีให้เลือกทำให้ตัวเองรู้สึกมีเหลือเฟือตลอดเวลา มีฐานะ มีรองเท้าแบบเดียวกันให้เลือกใส่กับชุดได้ทุกชุด ทั้งๆ ที่รองเท้าแบรนด์ O&B ราคาหลัก 2 พันบาท มีกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้หญิงทำงานรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป

แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์ O&B ทรงพลังยิ่งขึ้นมาจากกลยุทธ์การให้หญิงไทยรู้สึกเหมือนใส่รองเท้าคู่เดียวกับดาราเซเลป ด้วยการส่งสินค้าไปให้ดาราเซเลปทดลองใช้ โดยไม่มีข้อผูกมัดว่าเซเลปจะต้องลงโปรโมทให้ถ้าไม่ถูกใจ ซึ่งที่ผ่านมา มีเซเลปไทยอย่างอั้ม พัชราภา ชมพู่ อารยา ใหม่ ดาวิกา ปู ไปรยา แอน ทองประสม และอื่นๆ ถ่ายรูปโปรโมทรองเท้าใน IG ส่วนตัวให้

โก อินเตอร์ด้วยการเป็นแบรนด์ที่ Lindsay Lohan และ Nicky Hilton เลือก ด้วยการติดต่อทาบทามแนะนำรองเท้าให้รู้จัก ก่อนส่งรองเท้าไปให้สวมใส่ถึงที่

ไม่ใช่แค่สวมใส่โปรโมท เพราะความฝันของรรินทร์คือการเป็นแบรนด์ไทยที่ชาวโลกรู้จัก และเปิดช็อปที่อเมริกา เธอได้ยังต่อยอดด้วยการทาบทามเซเลปมาร่วมออกแบบ โดยล่าสุดได้เซ็นสัญญากับ แฟชั่นไอคอนอันดับ 3 ของโลก ชาวเกาหลี ที่เติบโตในอเมริกา อย่าง Aimee Song หรือในวงการเรียกว่า Song of style ที่มีจุดเด่นด้านการแต่งตัวสไตล์ สตรีท ลักชัวรี่ นำสินค้าราคาไม่สูงมาแต่งให้ดูดีดูแพง เธอโด่งดังในเกาหลี ยุโรป อเมริกา มาร่วมออกแบบรองเท้า และเป็นพรีเซ็นเตอร์สัญญา 1 ปี เริ่มเมษายน 2560

ก่อนหน้านั้นแบรนด์ O&B เคยประสบความสำเร็จกับการทาบทามเซเลปไทยร่วมออกแบบรองเท้ามาแล้ว เช่น แฟชั่นริสต้าไฮโซ พลอย ชวพร เลาหพงศ์ชนะ ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ยอดจองรองเท้าสูงสุด 5 ล้านบาทต่อวัน

ไม่ได้มีเพียงดาราและเซเลปร่วมโปรโมท แต่แบรนด์ O&B ยังใช้กลยุทธ์ลูกค้าโปรโมทกันเอง ด้วยแคมเปญ Review of the day ให้ลูกค้าถ่ายภาพสินค้าส่งเข้ามา รูปไหนได้รับการคัดเลือกได้โพสต์โชว์ในโซเชียล  เช่นเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อหลักในการโปรโมทจะได้รับส่วนลดซื้อสินค้า 300 บาท ในครั้งถัดไป และเป็นเรื่องจริงที่ลูกค้าบางคนนำรองเท้าหลากสีมาเรียงเป็นวงกลมถ่ายส่งมาเพื่อบอกว่าตัวเอง”มี” และกลายเป็นรูปที่ลูกค้าอื่นๆ เลียนแบบถ่ายตาม

แม้จะมีเฟซบุ๊กเป็นสื่อหลักในการโปรโมท แต่การโปรโมทสินค้าของ O&B ผ่านการวางแผนล่วงหน้ามาทั้งสิ้น โดยตั้งโจทย์ว่าในแต่ละเดือนจะโปรโมทสินค้ารุ่นไหนบ้าง ก่อนที่จะนำแคมเปญการตลาดมาสวมทับ เช่นในเดือนกุมภาพันธ์ กับแคมเปญวาเลนไทน์ ซื้อรองเท้าบอกรักแฟน หรือล่าสุดแคมเปญ X-Mas Flash sale สินค้า One price เป็นต้น

รรินทร์ ทองมา หญิงสาวผู้เคยล้มเหลวในธุรกิจถึง 2 ครั้ง

ก่อนมาเป็น รรินทร์ ทองมา เจ้าของแบรนด์ O&B ที่ย่อมาจาก อาเทอ แอนด์ บุค ก่อนที่เธอจะจับเงินหลักร้อยล้านในอายุ 30 ปี แต่ก่อนที่เธอจะได้จับเงินหลักร้อยล้านเคยประสบความล้มเหลวมาแล้วถึง 2 ครั้ง

รรินทร์ เธอไม่ได้เกิดมาในครอบครัวนักธุรกิจ เพราะพ่อแม่ของเธอทำงานอยู่ กสท. ทั้งคู่ และก่อนที่เธอจะไปเรียนโท สาขาแฟชั่น ที่มิลาน อิตาลี เธอเคยทำงานที่คิงพาวเวอร์ ตำแหน่ง วิชั่นเมอร์ชันไดเซอร์ ดูแลแบรนด์ลักชัวรี่ ทั้งหมดมาก่อน

ด้วยประสบการณ์ที่ไม่มี ความล้มเหลวครั้งแรกมากจากธุรกิจธุรกิจขายเสื้อผ้าเด็กตัดเย็บเองบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นธุรกิจแรกด้วยการขอเงินทุนจากคุณแม่ 200,000 บาท

ความล้มเหลวที่ 2 ในธุรกิจคือ การบริหารแบรนด์ O&B ในปีแรกได้กำไรเพียง 4,000 บาท เพราะเธอขายเอามันอย่างเดียว จากการขาดทักษะด้านบริหารต้นทุน การทำบัญชี และอื่นๆ

ก่อนที่เธอจะกลับมายืนอีกครั้งด้วยการขอยืมเงินเพื่อน 90,000 บาท พลิกแบรนด์ O&B กลับมาเติบโตทั้งกำไรและยอดขายจนถึงวันนี้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer