Xiaomi ทำความรู้จักแบรนด์จีนยอดฮิตที่เกิดจากข้าวฟ่างแต่ความหมายล้ำลึก

ย้อนดูเรื่องราวของ Xiaomi แบรนด์นวัตกรรมดังจากประเทศจีน

เรียกได้ว่าในยุคนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักXiaomiแบรนด์น้องใหม่จากประเทศจีน ที่เข้ามาตีตลาดสมาร์ตโฟนได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันXiaomiเป็นหนึ่งในบริษัทสมาร์ตโฟนชั้นนำของโลก โดยส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทในแง่ของการจัดส่งสมาร์ตโฟนอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในไตรมาสที่สองของปี 2021

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม AIoT (AI+IoT) ด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะ 374.5 ล้านเครื่องที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม (ไม่รวมสมาร์ตโฟนและแล็ปทอป)

และในเดือนสิงหาคม 2021 Xiaomiได้ติดอันดับใน Fortune Global 500 เป็นครั้งที่สาม โดยอยู่ในอันดับที่ 338 ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับปี 2020

Xiaomi Corporation หรือXiaomi Inc. เป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสมาร์ตโฟนและฮาร์ดแวร์อัจฉริยะเชื่อมต่อกันด้วยแพลตฟอร์ม IoT ที่เป็นแกนหลัก โดยคำนึงถึงวิสัยทัศน์เป็นหลักในการหานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ย้อนประวัติแห่งความสำเร็จของXiaomi

Xiaomiก่อตั้งขึ้นในวันที่ 6 เดือนเมษายน 2010  ในกรุงปักกิ่ง โดย Lei Jun พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานอีก 6 คน ได้แก่ Lin Bin รองประธาน Google China Institute of Engineering, Zhou Guangping ผู้อำนวยการอาวุโสของ Motorola Beijing R&D center, Liu De หัวหน้าภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่ง, Li Wanqiang ผู้จัดการทั่วไปของ Kingsoft Dictionary, Huang Jiangji ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาหลัก และ Hong Feng ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโสของ Google China

ทีมอเวนเจอร์ของXiaomiนำทีมโดย Lei Jun ซีอีโอผู้จบจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ระหว่างศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาได้บังเอิญอ่านหนังสือเกี่ยวกับ Steve Jobs และรู้สึกทึ่งกับหนังสือเล่มนี้มาก เขาจึงใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะเป็นเหมือนกับ Steve Jobs และสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่ในระดับเฟิร์สคลาสให้สำเร็จ

ต่อมาหลังจบการศึกษาเขาได้ร่วมงานกับบริษัทซอฟต์แวร์ Kingsoft Corp. และในปี 1998 เขาได้ก้าวขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัท เนื่องจากเขาเปลี่ยน Kingsoft จากบริษัทที่ประสบปัญหากับการมุ่งเน้นไปที่โปรแกรมประมวลผลคำเป็นหลักให้เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงินด้วยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงวิดีโอเกมและซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์

ต่อมาเขาได้ออกจาก Kingsoft และก่อตั้งบริษัทเป็นของตัวเองตามความฝันที่ตั้งไว้

โดย Lei Jun รู้สึกไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายอื่น ๆ และคิดว่าเขาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นมาได้ เขาจึงก่อตั้งXiaomiขึ้นมา

ซึ่งXiaomiมีความหมายว่า ข้าวฟ่าง โดย Lei Jun อธิบายเพิ่มเติมว่าXiaomiมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น คำว่า Xiao เขาได้เชื่อมโยงกับแนวคิดทางพุทธศาสนาว่า “ข้าวเมล็ดเดียวของชาวพุทธยิ่งใหญ่เท่าภูเขา” เพื่อสื่อว่า Xiaomi ต้องการทำงานจากสิ่งเล็กน้อย แทนที่จะเริ่มต้นด้วยความสมบูรณ์แบบ

ส่วนคำว่า mi เป็นตัวย่อสำหรับอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนและภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากXiaomiเผชิญกับความท้าทายอย่างมากที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยในช่องแรก ๆ

Lei Jun มีการวางแผนการตลาดอย่างชาญฉลาดในการนำเสนอสมาร์ตโฟนและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่าง ๆ ในราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับราคา iPhone ในประเทศจีน และสามารถเข้ากันได้ดีกับแบรนด์ดังอื่น ๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในการทำงานอีกด้วย

นอกจากนี้ Xiaomiรักษาราคาให้ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัสดุโดยการรักษาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในตลาดไว้เป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าบริษัทสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่

โดยบริษัทได้ใช้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังเพื่อรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้เป็นอย่างดี ทำให้Xiaomiสามารถแข่งขันในตลาดโทรศัพท์ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย โดย Lei Jun มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนXiaomiให้เป็นแบรนด์ระดับชาติในประเทศจีน มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมของจีนทั้งหมด และเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในโลก

ในปี 2010 Xiaomiได้เปิดตัวเฟิร์มแวร์ MIUI ที่ใช้กับ Android เป็นครั้งแรก และในปีต่อมาXiaomiได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเครื่องแรก นั่นคือXiaomi Mi1 ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟนที่ใช้เฟิร์มแวร์ MIUI เป็นหลักในการอัปเดตซอฟต์แวร์

สมาร์ตโฟน Xiaomi Mi1 ได้รับการสั่งซื้อล่วงหน้ามากกว่า 300,000 ครั้งใน 34 ชั่วโมงแรกหลังจากการเปิดตัว

ต่อมาในปี 2013 Xiaomi ได้ว่าจ้าง Hugo Barra จาก Google ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์สำหรับแพลตฟอร์ม Android เขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นรองประธาน Xiaomi เพื่อวางแผนที่จะเจาะตลาดต่างประเทศและขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ Xiaomi เป็นบริษัทแรกที่ขายสมาร์ทโฟนเพื่อแย่งชิงพนักงานอาวุโสจากทีม Android ของ Google เขาทำงานในXiaomiเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน ก่อนที่จะลาออกจากXiaomiในปี 2017

นอกจากนี้ ในปี 2013 Xiaomiได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนXiaomi Mi3 และสมาร์ททีวีที่รองรับ 3D ขนาด 47 นิ้วบน Android ซึ่งประกอบโดย Wistron Corporation ผู้ผลิตทีวี Sony แห่งไต้หวัน ทำให้Xiaomiกลายเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 5 ในประเทศจีน ซึ่งขายสมาร์ตโฟนได้ทั้งหมด 18.7 ล้านเครื่อง

ในปี 2014 Xiaomi ได้ขยายธุรกิจออกนอกประเทศจีน โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Redmi ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟน Android ที่ถูกที่สุดของ Xiaomi โดยมีราคาเพียง 169 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 4,100 บาท

แม้ว่า Redmi จะมีราคาไม่แพง แต่ Redmi ยังคงมีคุณสมบัติที่คุ้มค่า เช่น โปรเซสเซอร์ Quad-core หน้าจอ HD ขนาด 4.2 นิ้ว และกล้อง 8MP ที่ช่วยให้โดดเด่นกว่าสมาร์ตโฟนของคู่แข่งรุ่นอื่น ๆ เช่น Lenovo, ZTE และ Huawei เป็นต้น

นอกจากนี้ Xiaomi ได้ซื้อชื่อโดเมน mi.com ด้วยราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในราคา 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นชื่อโดเมนที่แพงที่สุดที่เคยซื้อในจีน และในเดือนธันวาคม 2014 Xiaomi ระดมทุนเพิ่มได้ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมกับมูลค่าทั้งหมดเป็นเงินกว่า 45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ Xiaomi เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยรายได้ของ Xiaomi 94% มาจากการขายสมาร์ตโฟน

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2014 Xiaomi มีส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ตโฟนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ด้วยในช่วงเวลาสั้น ๆ Xiaomi ก็ได้ครองตลาดมือถือขนาดใหญ่ของเอเชียและกำลังกลายเป็นผู้นำทางนวัตกรรมที่มีราคาจับต้องได้

โดยความสามารถของ CEO Lei Jun ในการขับเคลื่อนXiaomiให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้ Lei Jun คว้าตำแหน่งนักธุรกิจแห่งปี 2014 ของ Forbes Asia ได้สำเร็จ

ยอดขายของXiaomiในช่วงครึ่งแรกของปี 2014 สูงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปี 2013 ทั้งหมด และตามเอกสารทางการเงินที่ Wall Street Journal เปิดเผยพบว่า Xiaomiมียอดสุทธิ 566 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

โดยในไตรมาสที่สามของปี 2014 Xiaomiขายได้ดีกว่า Apple และรั้งอันดับหนึ่งในประเทศจีน ด้วยยอดขายที่คาดการณ์ไว้ 60 ล้านเครื่องในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2013

อีกทั้งยังแซงหน้าคู่แข่งรายใหญ่ของจีนอย่าง Lenovo ผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลก และ Huawei Technologies ซึ่งเป็นหนึ่งในซัปพลายเออร์อุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลกได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในปี 2015 บริษัทวิจัยตลาด IDC ในเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า Xiaomiจะมียอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกมากกว่า 1.5 พันล้านเครื่อง ทำให้Xiaomiก้าวกระโดดขึ้นเป็นอันดับสามในตลาดโลกรองจาก Samsung และ Apple

ในปี 2015 Xiaomiได้ขยายธุรกิจไปยังบราซิลด้วยการเปิดตัว Redmi 2 ที่ผลิตในประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทประกอบสมาร์ตโฟนนอกประเทศจีน โดยทำงานร่วมกับ Foxconn เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงของประเทศบราซิล แต่ต่อมาXiaomiได้เลิกกิจการในบราซิลในช่วงครึ่งหลังของปี 2016 และไปเจาะตลาดอินเดียมากขึ้นด้วยการเปิดตัว Redmi Note 3 Pro ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องแรกที่ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ Qualcomm Snapdragon 650

นอกจากนี้ ในปี 2016 Xiaomiได้รับสิทธิบัตรจาก Microsoft ก่อนแผนการเข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยข้อตกลงของ Microsoft ยังเกี่ยวข้องกับการรวม Microsoft Office และ Skype ของXiaomiบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต Android อีกด้วย

ในปี 2017 Xiaomiประกาศว่ามีแผนที่จะจัดตั้งหน่วยการผลิตแห่งที่สองในอินเดียโดยร่วมมือกับ Foxconn ผู้ผลิตตามสัญญา โดยXiaomiเริ่มเปิดตัวในอินเดียในปี 2014 และการจัดตั้งแหล่งผลิตในครั้งนี้จะช่วยให้Xiaomiสามารถตอบสนองความต้องการได้ประมาณ 95 % ในอินเดีย แต่Xiaomiยังคงนำเข้าอุปกรณ์เสริมและผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมจากประเทศจีนต่อไป ตามรายงานของบริษัทวิจัย IDC รายงานว่า Xiaomiมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 10.7% ของตลาดอินเดีย โดยอยู่หลังจาก Samsung 25% ในสิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี

นอกจากนี้ Xiaomiยังได้เปิด Mi Stores ในอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ รวมถึงเปิด Mi Store แห่งแรกของสหภาพยุโรปขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซอีกด้วย ทำให้ในไตรมาสที่ 3 Xiaomiแซงหน้า Samsung ขึ้นเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย โดยXiaomi ขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดได้ 9.2 ล้านเครื่อง

ในปี 2018 Xiaomiได้ร่วมมือกับกลุ่มบริษัทฮ่องกง CK Hutchison เพื่อขยายความพร้อมใช้งานของสมาร์ตโฟนภายในยุโรปผ่าน 3 Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือด้านโทรคมนาคม โดยผลิตภัณฑ์Xiaomiจะวางจำหน่ายที่ร้าน 3 Group ในออสเตรีย เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ อิตาลี สวีเดน และสหราชอาณาจักร รวมถึงผลิตภัณฑ์Xiaomiอื่นๆ จะวางจำหน่ายในร้านค้าปลีก เช่น Watson’s Fortress, Superdrug และ Kruidvat ในไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์

ต่อมาXiaomiได้กลายเป็นบริษัทมหาชนผ่านการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยระดมทุนได้ 4.72 พันล้านดอลลาร์ ด้วยการขายหุ้นได้ประมาณ 2.18 พันล้านหุ้นในราคา 17 ดอลลาร์ฮ่องกงหรือ 2.17 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้Xiaomiมีมูลค่าประมาณ 54 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ในปี 2018 แบรนด์Xiaomiในตลาดอินเดียได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งมีแผนการที่จะตั้งโรงงานแห่งใหม่หรือเปิดตัว POCO ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟนระดับกลาง และในไตรมาสที่ 4 ของปีXiaomi Poco F1 ก็ได้กลายเป็นสมาร์ตโฟนที่ขายดีที่สุดทางออนไลน์ในอินเดีย เพราะสมาร์ตโฟนรุ่นนี้มีคุณสมบัติเทียบเท่าสมาร์ตโฟนเรือธง (Flagship) ของรุ่นอื่น ๆ แต่มีราคาที่จับต้องได้

ต่อมา ในปี 2020 Poco ได้กลายเป็นแบรนด์ย่อยของXiaomi ด้วยผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนในระดับเริ่มต้นและระดับกลาง

ในปี 2020 บริษัทขายสมาร์ตโฟนได้ 146.3 ล้านเครื่อง และระบบปฏิบัติการ MIUI มีผู้ใช้งานมากกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น โทรทัศน์ ไฟฉาย ยานพาหนะไร้คนขับ และเครื่องฟอกอากาศที่ใช้ระบบ Internet of Things รวมถึงผลิตภัณฑ์Xiaomi Smart Home

ในไตรมาสที่สองของปี 2021 Xiaomiแซงหน้า Apple Inc. กลายเป็นผู้ขายสมาร์ตโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกโดยมีส่วนแบ่งตลาด 17% ตามข้อมูลของ Canalys และในตัวบ่งชี้ทรัพย์สินทางปัญญาโลกประจำปีของ WIPO ในปี 2021 ได้ยืนยันว่า Xiaomiได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ของโลก โดยมีการออกแบบ 216 แบบในการลงทะเบียนการออกแบบอุตสาหกรรมที่ได้รับการเผยแพร่ภายใต้ระบบเฮกในช่วงปี 2020

ตามรายงานของ Strategy Analytics กล่าวว่าตลาดสมาร์ตโฟนในยุโรปในปี 2021 ได้ฟื้นตัวจากผลกระทบของ Covid-19 โดยแบรนด์สมาร์ตโฟนที่โดดเด่นในปีนี้คือXiaomi ซึ่งกลายเป็นผู้จำหน่ายอันดับหนึ่งในด้านเงื่อนไขการจัดส่งด้วยการจัดส่งเกือบ 13 ล้านเครื่องในยุโรปเพื่อแทนที่ Samsung เนื่องจากXiaomiประสบความสำเร็จอย่างมากในรัสเซีย ยูเครน สเปน และอิตาลี

ปัญหาและคำวิจารณ์ที่Xiaomiเผชิญ

ถึงXiaomiจะประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด แต่Xiaomiก็ต้องเผชิญกับปัญหาระหว่างการเติบโตเช่นกัน

เริ่มแรกXiaomiถูกกล่าวหาว่าเลียนแบบ Apple Inc. เนื่องจาก Lei Jun ประธานและซีอีโอของXiaomi ได้ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตสีเข้ม และใช้รูปแบบการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่คล้ายกับ Steve Jobs โดยในปี 2012 มีการกล่าวกันว่าXiaomiได้ปลอมแปลงปรัชญาและแนวความคิดของ Apple

นอกจากนี้ ในปี 2013 นักวิจารณ์ต่างถกเถียงกันว่าผลิตภัณฑ์ของXiaomiมีนวัตกรรมมากเพียงใด แต่Xiaomiได้เสนอความสามารถในการปรับแต่งซอฟต์แวร์ตามความต้องการของผู้ใช้ผ่านการใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google และสิ่งนี้ทำให้Xiaomiแตกต่างจาก Apple

ในฐานะบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน Xiaomiมีหน้าที่ต้องแบ่งปันข้อมูลกับรัฐบาลจีนภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตของจีนและกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีรายงานว่าบริการส่งข้อความบนคลาวด์ของXiaomiส่งข้อมูลส่วนตัวรวมถึงบันทึกการโทรและข้อมูลติดต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์Xiaomi ดังนั้นXiaomiจึงได้เปิดตัวการอัปเดต MIUI ในภายหลัง ทำให้การส่งข้อความบนคลาวด์เป็นทางเลือกและจะไม่มีการส่งข้อมูลส่วนตัวไปยังเซิร์ฟเวอร์Xiaomiอีกต่อไป เพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการ

แต่ในปี 2014 กองทัพอากาศอินเดียได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับXiaomi โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามระดับชาติ เนื่องจากมีการส่งข้อมูลผู้ใช้ไปยังหน่วยงานของรัฐบาลจีน

ในปี 2020 Forbes รายงานว่า Xiaomiได้ติดตามการใช้งานเบราว์เซอร์ รวมถึงข้อมูลเมตาของโทรศัพท์และการนำทางอุปกรณ์Xiaomiได้โต้แย้งว่าข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกับบุคคลใด ๆ และผู้ใช้ยินยอมให้มีการติดตาม พร้อมรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานแบบรวมนั้นใช้สำหรับการวิเคราะห์ภายใน และจะไม่เชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้กับข้อมูลใด ๆ นี้ แต่ภายหลังXiaomiได้เพิ่มตัวเลือกในการหยุดการรั่วไหลของข้อมูลอย่างสมบูรณ์เมื่อใช้เบราว์เซอร์ในโหมดไม่ระบุตัวตน

ในปี 2014 ศาลแห่งกรุงเดลีได้สั่งห้ามไม่ให้มีการนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์Xiaomi  ในอินเดีย เนื่องจาก Ericsson ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตร หลังจากพิจารณาคดีศาลได้อนุญาตให้ Xiaomi ขายอุปกรณ์ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Qualcomm ได้จนถึงเดือนมีนาคม 2018

นอกจากนี้ ในปี 2021 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรXiaomiเนื่องจากการผูกสัมพันธ์กับกองทัพปลดแอกประชาชน แต่หลังจากที่Xiaomiยื่นฟ้องในศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตโคลัมเบีย โดยศาลแสดงความสงสัยเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลและXiaomiได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์ทางทหารและระบุว่าผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทมีการใช้งานทั้งทางพลเรือนและเชิงพาณิชย์ ต่อมาในเดือนพฤษภาคมXiaomiได้ตกลงกับกระทรวงกลาโหมเพื่อยกเลิกการกำหนดให้บริษัทเชื่อมโยงกับทางการทหาร


ที่มา:

mi.com / wikipedia.org / computerworld.com / theverge.com / techinasia.com / businesswire.com / firstpost.com / reuters.com / androidauthority.com / forbes.com / yosuccess.com / successstory.com / britannica.com

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน