โตชิบา ไทย ทำไมจึงเติบโตสวนทางกับ โตชิบา ญี่ปุ่น (วิเคราะห์)

แม้ปัญหายังรุมเร้าโตชิบา คอร์ปอเรชั่น หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโตชิบา คอร์ป ไม่เลิก จนต้องขายบางส่วนของธุรกิจ พร้อมปรับโครงสร้างบริษัทครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อพาตัวเองให้หลุดพ้นปัญหาดังกล่าว

ในวันนี้โตชิบา คอร์ป ยังคงเดินหน้าปรับกลยุทธ์เพื่อแก้ไขวิกฤตต่าง ๆ

แต่โตชิบาไทยกลับเติบโตและไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

และในปีที่ผ่านมากลับเติบโตมากถึง 17%

การเติบโตนี้เป็นการเติบโตท่ามกลางตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2563

เมื่อดูไปที่รายได้ของโตชิบา ไทยแลนด์ ที่รายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า โตชิบาเติบโตด้านผลกำไรนับตั้งแต่ปี 2562 หลังจากที่ประสบกับสภาวะขาดทุนมาอย่างยาวนาน

 

2558    รายได้ 6,368.29 ล้านบาท   ขาดทุน 65.61 ล้านบาท

2559    รายได้ 5,614.18 ล้านบาท   ขาดทุน 317.05 ล้านบาท

2560    รายได้ 2,905.49 ล้านบาท   ขาดทุน 99.13 ล้านบาท

2561    รายได้ 4,405.49 ล้านบาท  ขาดทุน 12.54 ล้านบาท

2562    รายได้ 3,885.46 ล้านบาท   กำไร 18.75 ล้านบาท

2563    รายได้ 4,402.21 ล้านบาท   กำไร 64.29 ล้านบาท

 

เหตุผลที่โตชิบา ไทยแลนด์ ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตของโตชิบา คอร์ป  มาจากในปี 2559 โตชิบา คอร์ป ตัดสินใจขายหุ้น 80.1% ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้ไมเดีย กรุ๊ป แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน ด้วยวงเงิน 473 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท

และไมเดียได้สิทธิ์ใช้แบรนด์โตชิบาทำตลาดภายใต้แบรนด์โตชิบา เป็นเวลาอีก 40 ปี

 

ทำให้โตชิบา ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เปลี่ยนผู้ถือหุ้น เป็นบริษัทของไมเดีย กรุ๊ป มาตั้งแต่มิถุนายน 2559

ส่วนการบริการและทำตลาดยังเป็นทีมโตชิบา ไทยแลนด์ เหมือนเดิม

 

หลังจากที่ไมเดีย กรุ๊ป ซื้อธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ถือเป็นผลดีคือ โตชิบา มีเครื่องใช้ไฟฟ้า และไลน์อัปที่หลากหลายขึ้น

 

พร้อมกับเป้าหมายทางการตลาดในระยะสั้นคือ

เป็นการเติบโต 2 หลักในทุก ๆ ปี

 

ในปีที่ผ่านมา โตชิบา ไทยแลนด์ ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ด้วยการเติบโตที่เรากล่าวมาข้างต้นคือ 17% การเติบโตนี้มาจาก

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ประกอบด้วยแอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า เติบโต 18%

และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เติบโต 15%

 

โดยรายได้ของ โตชิบา ไทยแลนด์ มาจาก

แอร์ 2%

ตู้เย็น 48%

เครื่องซักผ้า 26%

เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 24%

 

ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า 80,000 ล้านบาท ในปี 2564

มีสัดส่วนมาจาก

แอร์ 28%

ตู้เย็น 21%

เครื่องซักผ้า 19%

สามกลุ่มนี้เติบโตรวมกัน 1%

ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กมีสัดส่วน 32% ในตลาด ติดลบ 4%

 

ส่วนปีนี้ฮิโรยูกิ ทากาเสะ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขายและการตลาด บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด คาดการณ์ว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะกลับมาเติบโต 4-5%

และโตชิบา ไทยแลนด์ คาดการณ์จะเติบโต 2 หลักเหมือนกับปีที่ผ่านมา

พร้อมกับผลักดันให้กลุ่มธุรกิจตู้เย็นมีส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง จากปัจจุบันที่อยู่เป็นเบอร์ 2 ของตลาด

 

แผนการเติบโตของโตชิบา ไทยแลนด์ ในปี 2565 เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ระยะยาวที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2561 ว่าโตชิบา ไทยแลนด์ต้องการขึ้นเป็นเบอร์ 3 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

 

แนวทางสร้างการเติบโตของโตชิบา ไทยแลนด์ ปีนี้ประกอบด้วย

1. วางแผนเปิดสินค้าใหม่ 50 SKU

ฮิโรยูกิ มองว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์โตชิบาเข้าถึงผู้บริโภคคือ จำนวนของสินค้าที่หลากหลาย ปีนี้โตชิบาเปิดตัวสินค้าใหม่ รวม 50 SKU

ประกอบด้วยตู้เย็น 13 SKU โดยในกลุ่มตู้เย็นจะเน้นสินค้าพรีเมียม จากเดิมที่แข็งแรงในตู้เย็น 1 และ 2 ประตู, เครื่องซักผ้า 11 SKU และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 26 SKU

การที่โตชิบาให้ความสำคัญกับตู้เย็นกลุ่มพรีเมียม เรามองว่าตู้เย็นพรีเมียมเป็นตู้เย็นที่ไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก แต่เน้นแข่งขันด้านการเพิ่มแวลู่ให้กับสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในกลุ่มพรีเมียม และยังเป็นการส่งเสริมให้โตชิบาเติบโตด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าที่มีราคาสูงกว่ากลุ่มสินค้าเดิม ๆ ที่เป็นตลาดหลัก

ในปีนี้ ฮิโรยูกิ บอกกับเราว่าพฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคที่มีอยู่ในตลาด 2 พฤติกรรมหลักคือ

– ผู้บริโภคที่ยอมเพิ่มเงินเพื่อซื้อสินค้าจากแวลู่และคุณภาพของสินค้า

– ผู้บริโภคที่เน้นตัดสินใจซื้อสินค้าจากราคาเป็นหลัก

ซึ่งผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากราคาจะนิยมซื้อสินค้าจากช่องทางอีคอมเมิร์ซเพราะสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างรวดเร็ว

และเรามองว่าการลงไปแข่งขันเพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นด้านราคา จะเป็นการแข่งขันที่ทำให้เกิดผลกำไรลดลงจากการแข่งขันด้านราคาเพื่อดึงดูดการตัดสินใจของผู้บริโภคอีกด้วย

 

2. Content Marketing ผ่าน Digital Platform

ในปีที่ผ่านมาโตชิบาให้ความสำคัญกับการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการทุ่มงบลงทุน 16% ของงบการตลาดทั้งหมดไปยังช่องทางออนไลน์ และการทำ Digital Content มากถึง 149 Content เพื่อให้ความรู้ในตัวสินค้า และผลักดันให้แบรนด์โตชิบาพบเห็นในช่องทางดิจิทัลอยู่อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่มี Journey ในการหาข้อมูลและรู้จักสินค้าใหม่ ๆ ผ่านดิจิทัลเป็นหลัก

ในปีนี้โตชิบามีแผนที่จะใช้งบ Digital Marketing เพิ่มขึ้นเป็น 22% จากงบการตลาดทั้งหมด เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภครับรู้ และสร้าง Awareness ให้กับแบรนด์ผ่าน Digital Content 200 Content ทั้งปี

พร้อมกับปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ให้ดูทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น

 

3. ขยายคลังสินค้ารองรับการเติบโต

โตชิบาไทยแลนด์มีแผนขยายคลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 75% จากคลังสินค้าเดิมที่มีอยู่ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต และเป็นการสร้างโอกาสทางการขายที่เพิ่มขึ้น จากการที่มีสินค้ามากพอให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา ซึ่งการมีสินค้าสำรองคลังพร้อมขายที่มากพอจะให้โตชิบาสามารถรักษาฐานลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าสนใจในแบรนด์โตชิบา ไม่ไปซื้อแบรนด์อื่น เพราะของไม่พอจำหน่ายอีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้เพื่อการหวังผลระยะยาวคือจะขึ้นเป็นเบอร์ 3 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้ได้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน