จากเด็กสุรินทร์ สู่คนไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Tarzan และ Ice Age อนิเมชั่นที่ไม่มีใคร ไม่รู้จัก

“เราเป็นคนชอบดูการ์ตูนตั้งยังเป็นเด็ก เวลาอยู่ในโรงหนัง 2 ชั่วโมงรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ Magic มาก ถึงกับเคยทำข้อแลกเปลี่ยนกับแม่ว่าถ้าสอบได้ที่ 1 จะขอดูหนังเดือนละเรื่อง พอทำให้จริง ๆ เรามีความสุขมากกับการดูโปรแกรมหนังตามหนังสือพิมพ์ ยิ่งเป็นการ์ตูนเมื่อไหร่ยิ่งพลาดไม่ได้” นี่คือจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่วงการ Animation ของ พี่ป้อน- สุภิญญ์ เข็มกำเนิด ซึ่งถือว่าแทบจะเป็นคนไทยคนเดียวเลยก็ว่าได้ ที่ Disney ให้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา

พี่ป้อนเป็นคนสุรินทร์โดยกำเนิด และด้วยความชอบดูหนังอย่างที่บอกไปในตอนแรก ทำให้พี่ป้อนเริ่มทำหนังของตัวเองตั้งแต่ยังอยู่ประถม โดยการเอาฟุทเทจฟิล์มที่คนอื่นทิ้ง มาบวกกับหลักวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ อย่างการใส่เลนส์และไฟฉายเข้าไป พอมาถึงช่วงมัธยม ก็เริ่มวาดการ์ตูนเป็นช่อง ๆ ใส่สมุดเวลาเบื่อตอนนั่งเรียน

ส่วนเส้นทางจากสุรินทร์ สู่อเมริกาแบบฉบับของ สุภิญญ์ เข็มกำเนิด เด็กที่บ้านไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ใช้ความสามารถเป็นใบเบิกทางจะเป็นยังไง ? หาคำตอบได้ จากด้านล่างนี้กันเลย

 

ไอเดียเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งแต่ได้เรียนนิเทศศิลป์ฯ ที่ศิลปากร

สิ่งที่ทำให้มีโอกาสได้ฉายแววความเก่งออกมาจริง ๆ เห็นที่จะเป็นงานทีสิสตอนปี 4 พี่ป้อนเลือกทำหนัง Animation ผสมกับคน ซึ่งเพื่อนคนอื่น ๆ ใช้เวลาทำ 4 เดือน แต่พี่ป้อนใช้เวลานานถึง 8 เดือน เกือบไม่จบเพราะใช้เวลามากกว่าคนอื่นเท่าตัว

สุดท้าย….. ด้วยความทุ่มเท งานก็ออกมาดี คะแนนก็ดี แต่ที่พี่ป้อนภูมิใจก็คืออาจารย์เอางานทีสิสชิ้นนั้นไปให้เด็กรุ่นหลังดูเป็นสิบ ๆ ปี แถมยังได้ออกรายการที่วีช่อง 5 และนี่ก็เป็นใบเบิกทางในการเข้าไปสมัครงานครั้งแรกของเขากับ Studio Coperation ซึ่งถือเป็นบริษัทที่เอาคอมพิวเตอร์กราฟิกมาทำงานเจ้าแรกในไทย

ตอนไปสมัครงาน ที่บริษัทถามว่าใช้ Software อะไร? ได้ยินคำถามนี้พี่ป้อนก็งง เพราะสมัยนั้นที่บ้านเรายังไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟิกใช้เลย ได้แต่ตอบไปว่า ใช้ไม่เป็น และไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ฟังเผิน ๆ ถ้าเราเป็น HR ของบริษัท ก็คงจะหาพนักงานคนใหม่ไปแล้ว แต่ Studio Coperation กลับรับพี่ป้อนเข้าทำงาน แถมยังส่งให้ไปเทรนด์โปรแกรมที่สิงคโปร์

เพราะอะไรนะหรอ? ก็เพราะงานทีสิสที่พี่ป้อนใช้เวลาทำนานกว่าคนอื่นถึงเท่าตัวไง!

ไปเรียนต่ออเมริกา Statement ไม่มี แต่ที่มหาลัย’ ก็รับเอาไว้

พอทำงานได้ 3 ปี พี่ป้อนก็ได้มีโอกาสไปทำงานที่อเมริกา แล้วก็ทำให้เขาได้พบกับ Calfornia Institue of Arts (CAL) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการทำ Animation โดยตรงจาก Disney แน่นอนว่ามันเป็นเหมือนสวรรค์ของคนทำ Animation แต่ก็ติดตรงที่ค่าเรียนแพงมากถึง 9,000 เหรียญ

ทำไงละทีนี้?

ที่ Cal Arts รีไควร์คะแนน Statement, Tofels และ Portfolios แต่พี่ป้อนมีเพียงแค่สองอย่างหลังคือคะแนน Tofels และ Portfolios เขาจึงตัดสินใจส่งไปเท่าที่มี แต่ Cals Arts ก็ตัดสินใจรับพี่ป้อนเอาไว้ (ก็ด้วยงานทีสิสที่เคยทำไว้ตอนปี 4 นั่นแหละ)

ซึ่งสุดท้ายยังไงทางกฏหมายก็ต้องมีเอกสาร Statement ประกอบ คุณแม่ของพี่ป้อนเลยหาทางออกด้วยการไปยืมเงินของเพื่อนที่เพิ่งขายที่ดินมาได้

และแม้จะยืมมา แต่ก็มีเงินเรียนได้เพียงแค่ปีเดียว พี่ป้อนจึงตัดสินใจว่า….. ปีเดียวก็เอาวะ! ที่เหลือค่อยไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน

ผลงานตอนปี 1 เข้าตากว่า 20 บริษัท และหนึ่งในนั้นคือ Disney!

ทาง Cal Arts จะให้นักศึกษาทำงาน Final มาส่งทุกปีที่เรียนจบ และจะคัดเลือก 20 งาน จาก 300 งานมาแสดงใน ‘Producer Show’ ซึ่งเป็นนิทรรศกาลที่เอา 20 งานที่ว่านี้ มาแสดงให้กับโปรดิวเซอร์จากบริษัทดัง ๆ ระดับโลกได้ดู แน่นอนว่าถ้างานใครเข้าตา ก็จะมีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทเหล่านั้น

กิมมิกของงานนี้คือ โปรดิวเซอร์ที่เข้าไปชมงานจะมีเมนูที่เป็นรายชื่อของนักศึกษาติดมือไว้ด้วย เมื่อหนังจบ ขึ้นเครดิตชื่อคนทำตอนท้าย ถ้าโปรดิวเซอร์ถูกใจงานของใคร ก็จะมีไฟฉายส่องไปที่ชื่อเจ้าของผลงานนั้น ๆ ในเมนู

และโปรดิวเซอร์จาก Disney ก็ส่องไฟฉายไปที่ชื่อของพี่ป้อน จนทำให้เขาปฏิเสธบริษัทอื่น ๆ ไป รวมถึง Blue Sky ที่เป็นผู้ผลิต Ice Age ในเวลาต่อมา

ได้ทุนจาก Disney ที่ไม่เคยได้ยินว่ามีคนไทยคนไหนได้มาก่อน

Disney ต้องการให้พี่ป้อนเข้าไปช่วยในทีมเรื่องเฮอคิวลีส แต่ด้วยความเป็นคนต่างชาติ พอเข้าไปทำงานเดือนแรก Working Permit กลับมีปัญหา พี่ป้อนบอกกับเราว่าตอนนั้นมืดไปหมด ทำไงดีละทีนี้ เพราะก็ปฏิเสธอีกหลาย ๆ บริษัทไปแล้ว

ทาง Disney ก็เลยยื่นข้อเสนอมา ให้พี่ป้อนกลับไปเรียนต่ออีก 2 ปี ที่ Cal Arts เพราะถ้าจบออกมา มี Degree ก็จะหมดปัญหาเรื่อง Working Permit ไป สุดท้ายพี่ป้อนก็ได้ทุนเรียนต่อจาก Disney ซึ่งเท่าที่รู้ไม่มีคนไทยคนไหนเคยได้มาก่อน โดยมีสัญญาว่าต้องกลับมาทำงานให้กับ Disney อีก 3 ปี ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะถึงยังไงที่นี่ก็เป็นเหมือนสวรรค์ของคนทำ Animation อยู่แล้ว

แต่ที่ตลกคือ ทุกปีที่เรียน Cal Art งานของพี่ป้อนจะได้เข้า Producer Show ทุกปี และทีม Scout ของ Disney ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอคนจาก Disney เข้ามาดู ก็จะบอกให้จ้างคนนี้ ๆ อยู่ตลอด

หารู้ไม่ พี่ป้อนโดน Disney จ้างไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว!

โดนเด้งจาก Disney โดยไม่ทันได้ตั้งตัว

เมื่อเรียนจบและกลับเข้าไปทำงานที่ Disney ตามสัญญา พี่ป้อนได้รับหน้าที่ทำการ์ตูนเรื่องทาร์ซาน ซึ่งตัวพี่ป้อนเองอยู่ในทีม Kala ที่เป็นแม่ลิง แต่ก็เกิดเห็นการณ์ไม่คาดฝัน เพราะ Artist ที่พี่ป้อนเคยผูกติดอยู่ด้วยในฐานะผู้ช่วยดันได้ Lotto Green Card วีซ่าในการทำงานของพี่ป้อนเลยหมดอายุไปโดยปริยาย ทำให้พี่ป้อนต้องออกจาก Disney เพราะเหตุผลในเรื่องของกฏหมายในที่สุด

เมื่อออกจาก Disney พี่ป้อนเลยใช้เวลาช่วงนั้นไปเที่ยว New York กับอาจารย์ที่ Cal Arts และก็ทำให้พี่ป้อนตัดสินใจแวะไปที่ Blue Sky ทำให้ได้เจอกับ Producer ที่พี่ป้อนเคยปฏิเสธที่จะร่วมงานในครั้งก่อน

พอมาถึง Producer คนที่ว่าก็ทำหน้าแบบ กลับมาทำไม ครั้งนั้นเคยปฏิเสธ Blue Sky ไปไม่ใช่หรือ แต่ Producer คนนั้นก็ยังถามไถ่เรื่องงานของพี่ป้อนอยู่ และเมื่อพี่ป้อนโชว์งานให้ดูจนจบ สายตาของ Producer คนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที แถมยังชวนให้มาร่วม Join ในโปรเจ็ค Ice Age 1 และพี่ป้อนก็คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลัง ของการ์ตูนชื่อดังระดับโลกเรื่องนี้

กลับมาต่อ Passport ที่ไทย แต่ดันได้เป็นผู้กำกับก้านกล้วย

จนกระทั่งประมาณปี 42′ ที่ สุภิญญ์ เข็มกำเนิด ต้องกลับมาไทยเพื่อต่อ Passport ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กันตนากำลังทำโปรเจ็คใหม่อย่างเรื่องก้านกล้วยอยู่พอดี ตอนนั้นพี่ป้อนมองว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก เพราะปกติแล้วตัวการ์ตูน Animation จะสื่อสารผ่านทางมือและตา แต่ในเมื่อช้างไม่มีมือจึงต้องสื่อสารผ่านทางงวงช้างแทน ซึ่งถ้างวงแกว่งมากเกินไปก็จะดูผิดธรรมชาติไปอีก

เท่านั้นยังไม่พอปากช้างก็ถูกงวงบังจนมองไม่เห็นเวลาพูด ตาช้างมันก็เล็กมากเกินกว่าที่จะสื่อสารอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่งตอนทำ Ice Age ที่ทำช้างแมมมอธ การทำช้างตัวนึงมันก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยากมากแล้ว แต่นี่คือช้างทั้งเรื่องเลย!

สุดท้ายพี่ป้อนและทีมก้านกล้วยที่มีทั้งคนไทยและฝรั่งอยู่ในนั้น ก็ใช้เวลาในการปั้น Animation เรื่องนี้ประมาณ 1 ปี ผลที่ได้คือ ………. ล่ม

ทางผู้ใหญ่มี Feed Back มาว่ามันดูไม่ค่อยเป็นไทยเท่าไหร่ ซึ่งในเมื่อปัญหามันคือดูไม่ค่อยเป็นไทย พี่ป้อนก็เลยแก้เกมด้วยการหาอะไรที่ดูเป็นไทยสุด ๆ มาใส่แทน

ซึ่งในเมื่อคนไทยเชื่อในเรื่องของปาฏิหารย์ พี่ป้อนก็เลยปรับเรื่องนี้เข้าไปใส่ สุดท้ายเรื่องก็กลม ผู้ใหญ่พอใจ ทีมพอใจ แม้จะกินเวลาในการทำออกมาเล็กน้อย แต่ก็ได้นำออกมาฉายในที่สุด

ในตอนนั้นเหล่าเกจิสายหนังก็ได้ออกมาคาดการณ์กันว่า ก้านกล้วยน่าจะทำรายได้อย่างมากไม่เกิน 40 ล้าน เพราะ Animation เรื่องก่อนหน้าก็คือ Nemo ทำเงินไปได้ 45 ล้าน ซึ่งก็ถือว่ามากพอควรแล้ว

แต่สุดท้าย ผลที่ออกมา ก้านกล้วยกลับทำสร้างรายได้ 100 ล้านบาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ กินพื้นที่โรงหนัง ทั้งหนังไทยและหนังเทศหลาย ๆ เรื่องจนตกโรงไปในที่สุด และจากความสำเร็จในภาคแรก ก็คงไม่ต้องเดาว่าผู้กำกับก้านกล้วยภาค 2 จะเป็นใคร แต่สุดท้ายพี่ป้อนก็เลือกที่จะปฏิเสธไป เพราะอยากเปลี่ยนแนวในการทำงานของตัวเองให้มีความหลากหลาย จนกลายมาเป็นผู้กำกับ Animation เรื่อง เอคโค่ จิ๋วก้องโลกแทน

จนถึงตอนนี้พี่ป้อนมีบริษัททำ Animation เป็นของตัวเอง ที่ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ ๆ ระดับประเทศมากมาย และเมื่อถามถึงแพลนในอนาคตว่าพี่ป้อนอยากทำอะไรต่อไป สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็คือ

“อยากทำ Character ที่มีความยั่งยืน ต่อยอดได้ อยู่ไปนาน ๆ ของต่างประเทศมีโดเรม่อน เราอยากสร้างให้มีในแบบฉบับของคนไทยบ้าง”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer