ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงความท้าทาย จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วจนเกิดความต้องการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง กระตุ้นและผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

ข้อมูลของ McKinsey ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการจัดการระดับโลก ระบุว่าผู้บริโภคต่างแสวงหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีความยั่งยืน และคำนึงถึงสุขภาพของผู้คนมากขึ้น ซึ่งการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

เมื่อนวัตกรรมมีความสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “เต็ดตรา แพ้ค” (Tetra Pak) ผู้นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารชั้นนำของโลก จึงได้จัดงานสัมมนาภายใต้ธีม Innovation Starts Here” นำเสนอนวัตกรรมเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พัฒนาแนวคิดด้านความยั่งยืน และรักษาความเชื่อมั่นในการควบคุมคุณภาพ ซึ่งเป็นแกนหลักของการดำเนินงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำทางความคิดและโซลูชันนวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มผู้นำในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่อนาคตอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยร่วมกัน

ตอกย้ำผู้นำด้วยโซลูชันนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
และกระบวนการผลิตอาหารแบบครบวงจร

“วัตถุประสงค์หลักที่เราตั้งใจจัดงาน Innovation Starts Here ในครั้งนี้ มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ นำเสนอโซลูชันนวัตกรรมในธุรกิจของเต็ดตรา แพ้ค ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการบริการเชิงเทคนิค ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้เราและลูกค้าต่อยอดธุรกิจได้ ส่วนที่สอง คือ เราต้องการตอกย้ำความเป็นผู้นำในการมอบโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับนวัตกรรมในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และต้องการจะโชว์ศักยภาพของความเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีให้กับลูกค้าของเราได้เห็น”

คุณสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน Innovation Starts Here” โดยให้รายละเอียดในงานสัมมนาที่มีการพูดถึงเทรนด์โลกปี 2573 และแนวโน้มตลาดที่ส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญและเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ

พร้อมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเอเจนซีชื่อดัง 4 ราย ได้แก่ Ipsos, Kantar, Mintel และ NielsenIQ ที่มาร่วมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภคที่มีประโยชน์อย่างมาก เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและนวัตกรรมในอนาคตเหล่านี้ที่จะสามารถพลิกโฉมภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยได้

โดย เต็ดตรา แพ้ค ได้นำเสนอประสบการณ์ที่มีมากว่า 70 ปี และความรู้จากเครือข่ายทั่วโลกในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยสรุปเป็นเทคโนโลยีแห่งนวัตกรรม 3 ด้าน ประกอบด้วย

  • Innovate for Growth สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโอกาสการเติบโตในตลาดอาหารและเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาร่วมให้ความรู้ อย่างไอศกรีม ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช และเครื่องบรรจุความเร็วสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยี e-Beam นวัตกรรมที่ให้ความคุ้มค่าด้านราคาและยังสร้างความได้เปรียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
  • Design for Sustainability ออกแบบโดยยึดหลักความยั่งยืนในการดำเนินการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอโซลูชันอุปกรณ์เครื่องจักรในกระบวนการผลิตที่ลดการใช้น้ำและพลังงาน และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหลักจากทรัพยากรทดแทนได้ที่จัดหามาอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าในธุรกิจ
  • Connect for the Future สร้างการเชื่อมต่อของกระบวนการผลิตและการดำเนินงานทั้งหมดด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาและขยายโอกาสในการผลิต เพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรและการทำงานในไลน์การผลิตและบรรจุภัณฑ์ด้วยการใช้โซลูชันดิจิทัลต่าง ๆ เข้ามาสร้างความเชื่อมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่ออนาคต

พลิกโฉมภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
สร้างความโดดเด่น ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน

ภายในงาน Innovation Starts Here” ได้มีการโชว์ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่โดดเด่นจากทั่วโลกในบางส่วนเพื่อให้ภาคธุรกิจได้เห็นว่าอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารได้เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ผลิตมากมาย โดย เต็ดตรา แพ้ค มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมและคู่ค้าในประเทศไทยเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตร่วมกัน และตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมรวมไปถึงร่วมสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์สำหรับคู่ค้าแต่ละรายเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

บรรจุภัณฑ์มีความสำคัญอย่างมาก สำหรับการที่จะช่วยให้กับผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และความโดดเด่นเข้าไปสู่ตลาด เพราะบรรจุภัณฑ์ในมุมของผู้บริโภคนั้น จะมี Moment of Truth อยู่ประมาณ 4 ช่วง ตั้งแต่ Zero Moment of Truth คือการที่ผู้บริโภคเริ่มเห็นสินค้าผ่านบรรจุภัณฑ์ ผ่านสื่อในช่องทางต่าง ๆ First Moment of Truth การที่ผู้บริโภคไปถึงหน้าร้าน ได้เห็นสินค้าอยู่บนชั้นวาง บรรจุภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็นตัวสื่อสารหรือดึงความสนใจของผู้บริโภคให้เลือกที่จะหยิบหรือทดลอง Second Moment of Truth เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้ากลับไปแล้วเปิดใช้ ฟังก์ชันของบรรจุภัณฑ์นั้นตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือไม่ นี่คือส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ สุดท้ายคือ The Third Moment of Truth บรรจุภัณฑ์นั้นทำจากอะไร สามารถนำไปรีไซเคิลได้ไหม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไหม เพื่อตอบโจทย์ของการสร้างความยั่งยืน

เพราะฉะนั้นเราสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ได้ตั้งแต่ Zero Moment of Truth ไปจนถึง The Third Moment of Truth หรือตั้งแต่ก่อนสินค้าจะเข้าไปสู่ร้านค้าไปจนกระทั่งใช้เสร็จและเกิดการทิ้ง เรามีทั้งบรรจุภัณฑ์รูปลักษณ์ใหม่ในดีไซน์ที่สะดุดตา บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ระบบการพิมพ์แบบดิจิทัลที่ทำให้มีความหลากหลายของงานดีไซน์ในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในเชิงการตลาดให้กับผู้ผลิตในการสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกัน เรียกว่าได้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบตามที่กล่าวไป และ แน่นอนการเจริญเติบโตของธุรกิจก็จะเห็นได้ชัดเจน”

ในส่วนของเทรนด์ความต้องการในเรื่องบรรจุภัณฑ์ของผู้บริโภคในอนาคตนั้น คุณสุภนัฐ วิเคราะห์ว่าจะมีการแสวงหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีความยั่งยืนและคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น ซึ่งหนึ่งใน Pain Point ที่ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญคือความไม่มั่นใจของผู้บริโภค” จากการไม่พร้อมสนองตอบต่อความต้องการในจุดนี้

“หากมองในมุมของตลาด Pain Point ที่ภาคธุรกิจเจอคือ ‘ความไม่มั่นใจของผู้บริโภค’ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคจากปัจจัยมากมาย ทั้งโควิด-19 เงินเฟ้อ สงคราม ซึ่งทั้งหมดคือความไม่แน่นอนที่มีอยู่ตลอดเวลา จนก่อเป็นความไม่มั่นใจ

Pain Point นี้จะเชื่อมโยงไปถึงเทรนด์หลักของผู้บริโภคตอนนี้คือเรื่องของ ‘Healthiness’ ผู้บริโภคต้องการสุขภาพที่ดี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีไว้ต่อกรกับโรคร้ายต่าง ๆ และ “Sustainabilty” ความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นอีกเมกะเทรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมาก จากรายงานมากมายที่ระบุว่าเรากำลังเดินไปสู่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงหากไม่มีการดำเนินการอะไรในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ฉะนั้นทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในประเทศเริ่มเล็งเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ เริ่ม Active มากขึ้น

ดังนั้น ในฐานะของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญคือต้องรังสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่พร้อมตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัยของอาหารและความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกสบายใจและเกิดความเชื่อมั่นนั่นเอง”

พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่พร้อมช่วยรับมือความท้าทาย
สนับสนุน พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน

ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของ เต็ดตรา แพ้ค ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและส่งเสริมความยั่งยืน ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าจะสามารถสร้างความโดดเด่นและเติบโตได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง พร้อมเสริมศักยภาพให้ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้บรรลุเป้าหมายในมาตรฐานระดับสูงด้านความปลอดภัยของอาหาร และมีความพร้อมในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ด้วยโซลูชันที่เหมาะสมและตอบโจทย์ธุรกิจที่หลากหลาย

เต็ดตรา แพ้ค พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ สำหรับภาคธุรกิจที่กำลังมองหานวัตกรรมแบบครบวงจรหรือเฉพาะด้านสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยจะคอยช่วยสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละขั้นตอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การบรรจุและจัดจำหน่าย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บนชั้นวางสินค้าที่ดึงดูดใจผู้บริโภค ด้วยรูปแบบการทำงานร่วมกันแบบ Partnership ที่จะเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการคิดและลงมือทำ พร้อมร่วมหาแนวทางการนำเสนอ และรังสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อมาตอบโจทย์ร่วมกัน

การทำงานร่วมกันของ เต็ดตรา แพ้ค กับลูกค้า จะเหมือนเป็น Partnership คือเราไม่ได้มองแค่การขายเครื่องจักรหรือขายกล่องบรรจุภัณฑ์แล้วจบ แต่เราจะเข้าไปทำความเข้าใจโจทย์หรือความต้องการของลูกค้าจริง ๆ เช่น หากมองในมุมของการตลาด เราจะเข้าไปศึกษาว่าความต้องการความสนใจของผู้บริโภคในตลาดคืออะไร แล้วเราจะไปช่วยลูกค้าได้อย่างไร ซึ่ง เต็ดตรา แพ้ค จะมี Tools ต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า ‘Marketing Services คอยเข้าไปช่วยเหลือ ช่วยหา Pain Point และหา Insight ของผู้บริโภค เพื่อที่จะมาคิดและรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะไปตอบโจทย์ตรงนั้น นี่เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างในฝั่งบริการด้านการตลาด

หากเกิดในฝั่ง Production เวลาลูกค้ามีข้อติดขัดในสายการผลิต เราจะเข้าไปช่วยดูแลและแก้ไขกระบวนการตรงนั้นด้วย Solution ที่เรามี และถ้ายังไม่มี หรือในกรณีที่ Solution ที่เรามีไม่ตอบโจทย์ เราจะใช้แนวทางที่เรียกว่า ‘Local Adaptation’ เป็นการหา Solution ภายในประเทศเพื่อที่จะช่วยลูกค้าแก้ปัญหาตรงจุดนั้นให้ได้ เพราะฉะนั้นการทำงานกับ เต็ดตรา แพ้ค จะเป็นระบบของ Partnership ที่เข้าไปอยู่กับทุกกระบวนการพร้อมกับลูกค้า ซึ่งพอวางแนวทางและแผนงานได้ถูกจุดแล้วสิ่งที่ตามมาคือ ธุรกิจของลูกค้าขับเคลื่อนและเติบโตอย่างมั่นคง”

คุณสุภนัฐได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่จะมาช่วยยกระดับธุรกิจและแก้ Pain Point ต่าง ๆ ให้กับลูกค้าเพิ่มเติม อาทิ

  • กระบวนการผลิต

เช่น เครื่อง High Shear Mixer เครื่องผสมวัตถุดิบอเนกประสงค์ที่รับมือได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • สร้างความเชื่อมโยงในการผลิต ลดปัญหาและเพิ่มศักยภาพ

ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากระยะไกล ‘One Remote Support’ การมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักร ‘Asset Health Monitoring’ หรือ ‘Connected Workforce’ ที่ใช้แพลตฟอร์มของ Poka มาช่วยให้การทำงานและการเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

  • การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแปลกใหม่ สะดุดตา

ล่าสุดปีนี้มีการเปิดตัว “Tetra Fino Aseptic 100 Ultra MiM” บรรจุภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ ช่วยแก้ Pain Point ทำให้ผู้ผลิตนมหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ สามารถเข้าสู่ตลาดไอศกรีมและผลิตภัณฑ์แช่แข็งได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเก็บรักษาของคุณค่าอาหารผ่านการผลิตและบรรจุในระบบปลอดเชื้อหรือยูเอชที และขนส่งได้สะดวกและประหยัดพลังงาน โดยใช้กระบวนการผลิตที่มีอยู่ควบคู่กับบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ล้ำสมัย ทำให้ดึงดูดใจผู้บริโภครุ่นใหม่ เสริมภาพลักษณ์และให้ความรู้สึกแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งบรรจุภัณฑ์รุ่นใหม่นี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อเปิดตัวในไทยและในหลายประเทศ

ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ทันสมัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ตามปรัชญา ปกป้อง ทุกคุณค่า
™ หรือ “PROTECTS WHAT’S GOOD™”

คุณสุภนัฐได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เต็ดตรา แพ้ค ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอโซลูชัน ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายระดับโลก ที่ทำงานเคียงข้างไปกับลูกค้าในการส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคและผู้ผลิตในการรักษาคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่ม ความปลอดภัย ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม น้ำหนักเบา สะดวกในการขนส่งจัดเก็บสำหรับผู้ค้าปลีก

“ด้วยโซลูชันบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารชั้นนำ เราทำงานร่วมกับลูกค้าและซัปพลายเออร์อย่างใกล้ชิด เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ทันสมัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่จะตอบสนองความต้องการของผู้คนนับพันล้านทั่วโลก ตามปรัชญาการทำงานของเราคือ ปกป้อง ทุกคุณค่า หรือ “PROTECTS WHAT’S GOOD™” ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเราในการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและซื้อหาได้ในทุกที่

จึงอยากเชิญชวนทั้งผู้ประกอบการปัจจุบันหรือผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้ามาทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ให้มาร่วมมือกันผลักดันนวัตกรรมเพื่อสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมนี้ ด้วยโซลูชันระดับโลกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจนี้ของเมืองไทยเติบโตยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้บริโภคชาวไทยต่อไป

ติดตามโซลูชันนวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค ในงาน “Innovation Starts Here” ได้ที่:  https://www.tetrapak.com/en-th/campaigns/innovation-starts-here/highlights?utm_source=PR&utm_medium=paid&utm_campaign=e2e_apac_TH_&utm_content=__Innovation



ติดตาม Marketeer ได้หลากหลายรูปแบบ

.
Marketeer ฉบับดิจิทัล : อ่านบน Ookbee / อ่านบน meb
.
Marketeer ฉบับ PDF : https://marketeermagazine.com/
.
Marketeer ฉบับกระดาษ : สั่งซื้อทางไปรษณีย์ Inbox มาที่ เพจ Marketeer Online