
จีนในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่ใช่ประเทศเดียวกัน เพราะพัฒนาแบบก้าวกระโดดทุก ๆ ด้าน จนอีกไม่นานจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประเทศขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก
ทว่าจีนยุคใหม่กลับมีปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกอันเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ตรงข้ามกับยุคที่เหมา เจ๋อตง ยังปกครองประเทศ และผลกระทบที่เกิดข้ามไปถึงโรงงานไกลอีกซีกโลกในไอร์แลนด์เลยทีเดียว

ย้อนไปปี 1979 รัฐบาลจีนที่นำโดย เหมา เจ๋อตง หวั่นว่าหากประชากรเพิ่มมากเกินไป ทรัพยากรในประเทศจะไม่เพียงพอจนฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจจึงประกาศใช้นโยบายลูกคนเดียว
นโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือ สามารถจำกัดจำนวนประชากรได้ดีพอสมควร โดยแม้ต่อมาจีนขึ้นเป็นประเทศประชากรมากสุดในโลกระดับหลักพันล้าน แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ร้ายแรงเกินไปสำหรับประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่
ส่วนข้อเสียคือ ปัญหาการแอบทำแท้งหากมีลูกคนที่สองหรือหากลูกเป็นหญิง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการอพยพไปต่างประเทศ

ข้ามมาปี 2012 มีแนวโน้มว่าจำนวนประชากรจีนจะทยอยเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวหลัง สี จิ้นผิง ขึ้นเป็นประธานาธิบดี

ปีนั้นเป็นปีเดียวกับที่ Nestlé ทุ่ม 11,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 430,000 ล้านบาท) ซื้อส่วนธุรกิจอาหารเสริมของ Pfizer มาไว้ใต้ชายคา จึงได้โรงงานนมผงในเมืองแอสคีตันของไอร์แลนด์พ่วงมาด้วย

ปีต่อมา 2013 โรงงานแห่งนี้ก็มีส่วนให้ Nestlé แบ่งเค้กในตลาดจีนได้ ผ่านการปรับไปเน้นส่งออกไปจีน รองรับกับยอดคู่แต่งงานใหม่และเด็กเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากนโยบายของ สี จิ้นผิง
ปี 2015 Nestlé ทำเงินจากตลาดในจีนได้มากขึ้น หลังรัฐบาลจีนอนุญาตให้แต่ละครอบครัวมีลูกเพิ่มได้เป็น 2 คน เพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานและกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการปิดฉากนโยบายเก่าแก่ตั้งแต่ยุค เหมา เจ๋อตง

จากนั้นจีนก็ก้าวหน้าขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หลักฐานคือเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสินค้าหลายประเทศ ไปเป็นผลิตใช้เองในประเทศและยกระดับสู่การส่งออกไปตีตลาดโลก ซึ่งตลาดที่จีนทำให้ได้คือ สินค้าเทคโนโลยี
ทว่ากลับเกิดปัญหาใหม่ขึ้น โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างมากทำให้ค่าครองชีพสูงตามไปด้วย จนคนวัยทำงานแต่งงานน้อยลง

ปี 2021 คู่แต่งงานใหม่ในจีนอยู่ที่ 7.6 ล้านคู่ ลดลงจาก 13.4 ล้านคู่ เมื่อปี 2013 ถือว่าน้อยสุดตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติครั้งแรกในปี 1986 ซ้ำร้ายผู้หญิงที่เลือกเป็นโสดก็เยอะ และยังมีการนำความลำบากของผู้หญิงที่มีครอบครัวมาทำซีรีส์ ถึงขนาดที่รัฐบาลต้องสั่งเซนเซอร์

จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปีนั้นลดลงมาอยู่ที่ 10.6 ล้านคน และลดลงต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 นี่ทำให้ปีต่อมารัฐบาลจีนไฟเขียวให้แต่ละครอบครัวมีลูกเพิ่มได้อีก

แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ยิ่งกว่านั้นปลายสุดอีกด้านของประชากรก็เกิดปัญหา ผู้สูงอายุมาก จนวัยทำงานทั้งหญิง-ชายต้องเลี้ยงดูทั้งลูกเล็กและดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอีก
มาปีนี้ (2023) ปัญหาด้านประชากรจีนปรากฏตามสื่ออยู่บ่อย ๆ และเต็มไปด้วยข้อมูลที่น่าตกใจต่าง ๆ ไม่ต่างจากเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ปีนี้ยอดเด็กเกิดใหม่ในจีนลดลงอีก โดยอยู่ที่ 9 ล้านคน ลดลงจากกว่า 10 ล้านคนเมื่อปี 2021 และจาก 16 ล้านคนเมื่อปี 2016 เรื่องนี้ส่งผลข้ามโลกได้ไกลถึงไอร์แลนด์

Nestlé ประกาศขายโรงงานผลิตนมผงเน้นการส่งออกมายังจีน หลังยอดขายลดลงจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง โดยแผนกที่จะถูกปิดก่อน คือ วิจัยและพัฒนา โดยหากที่สุดขายไม่ออกจะต้องปิดโรงงานแห่งนี้ที่อยู่มาตั้งแต่ยุค 70 และทำให้พนักงานทั้งหมดกว่า 500 คนต้องตกงาน

การถูกบีบให้ขายโรงงานนมผงในไอร์แลนด์จากวิกฤตประชากรจีน เกิดขึ้นในช่วงที่ Nestlé เจอปัญหาเศรษฐกิจโลกจนยอดขายลดลง

และต้องปิดโรงงานในอิสราเอล จากการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสอีกด้วย/cnn, bbc, irishtimes
–
