Trends / เป็นที่รู้กันว่า ญี่ปุ่น คือหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยสุดในโลก ซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติดังกล่าว และมีภูมิปัญญาในการสร้างอาคารที่ทนแรงสั่นสะเทือนได้ดี

ทว่ากลับยังมีอีกปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งอาจสร้างความลำบาก หากเกิดธรณีพิบัติขึ้น

ญี่ปุ่นมีอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างมากมาย ไล่ตั้งแต่บ้าน ตึก ไปจนถึงอาคารสูงหลายชั้นที่เคยเป็นห้างสรรพสินค้ามาก่อน ซึ่งอย่างหลังกำลังกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะเมืองตามชนบท

คูชิโระ เมืองติดชายฝั่งที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการทำประมง ในเกาะฮอกไกโด เป็นหนึ่งในเมืองที่มีปัญหาตึกเก่าที่ทิ้งร้างหรือไม่มีผู้มาเช่าต่อมากสุดของญี่ปุ่น โดยในย่านรอบ ๆ สถานีรถไฟคูชิโระ มีตึกดังกล่าวอยู่มากถึง 19 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาคารสูง 6 ชั้นที่เคยเป็นห้างสรรพสินค้า มารูอิ อิไม คูชิโระ รวมอยู่ด้วย

ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมือง คูชิโระ แต่หลังปิดกิจการในปี 2006 ตัวอาคารก็ถูกทิ้งร้าง โดยแม้ทางฝ่ายปกครองของเมืองได้ส่งจดหมายแจ้งให้บริษัทที่เคยเป็นเจ้าของมารื้อถอนตั้งแต่ปี 2016 แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใด ๆ

ฝ่ายปกครองของเมืองคูชิโระก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เคยมีโครงการจะบูรณะอาคารดังกล่าว แต่เศรษฐกิจในเมืองที่ซบเซา กับงบประมาณจำกัด รวมไปถึงอัตราการเกิดน้อยและมีประชากรสูงอายุอยู่มากเช่นเดียวกับเมืองตามชนบททั่วไปในญี่ปุ่น จึงไม่มีบริษัทไหนมาเช่าอาคารต่อ ทำให้ในที่สุดโครงการดังกล่าวต้องล้มเลิกไป

นี่ทำให้ตึกห้างเก่าแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างตั้งแต่ปิดกิจการมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยในปัจจุบันนอกจากตัวตึกมีความทรุดโทรม และมีพวกมือบอนพ่นสีเป็นข้อความต่าง ๆ ให้ดูไม่งามตา ขัดต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามลักษณะของชาวญี่ปุ่นแล้ว โครงสร้างตึกยังเสี่ยงที่จะพังถล่มลงมาอีกด้วย

จนมีการเตือนกันว่า หากไม่บูรณะหรือรื้อถอนทำลายตึกไป แล้วเกิดมีคนไปอยู่ในตึกช่วงเกิดแผ่นดินไหว การช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างยากลำบาก หรือซากตึกอาจเป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงความช่วยเหลือหรือเดินทางของทีมกู้ภัย   

การเตือนดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจและสร้างความกังวลในสังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะชาวเมืองคูชิโระ เพราะเมืองคูชิโระ อยู่ในเขตรอยเลื่อนของเปลือกโลก จึงเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว และประชากรราว 84,000 คนจากทั้งหมด 153,000 คน อาจเสียชีวิตจากแผ่นดินไหว และอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างมากมายในเมืองอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

สำหรับบ้านร้างตึกเก่าอาคารถูกทิ้งให้โทรม ถือเป็นปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่น โดยชาวญี่ปุ่นเรียกบ้านเก่าที่ไร้คนอยู่อาศัยหรือถูกทิ้งร้างว่า อคิยะ ท่ามกลางการประเมินว่า เฉพาะบ้านร้างก็มีอยู่มากถึง 9 ล้านหลัง ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนประชากรออสเตรเลียทั้งประเทศเลยทีเดียว

ด้านศูนย์วิจัยของโนมูระ ธนาคารเพื่อการลงทุนใหญ่สุดของญี่ปุ่นประเมินว่า ปัจจุบันมีสัดส่วน อคิยะ อยู่ที่ 14% ของบ้านทั่วประเทศ แต่เมื่อถึงปี 2030 อาจเพิ่มเป็น 30%

และจำนวนตึกหลายชั้นซึ่งเคยเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้าหรือร้านอาคารก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน อันจะทำให้เมืองที่ถูกทิ้งร้างเพราะแทบไม่มีคนอาศัยอยู่หรือที่เรียกกันว่าเมืองผี ตามเมืองแถบชนบทของญี่ปุ่นมีมากขึ้น

อาคารเก่ามากมายที่ทรุดโทรมและถูกทิ้งร้าง ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่นเหล่านี้ โดยนอกจากตามเมืองแถบชนบทแล้ว ยังมีให้เห็นในเมืองใหญ่ ๆ รวมไปถึงบางเขตของกรุงโตเกียวด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย

ทั้งอัตราการเกิดต่ำ ประชากรสูงอายุจำนวนมาก และการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตามหัวเมืองใหญ่เพื่อโอกาสการทำงานที่ดีกว่า ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นมักจะทิ้งบ้านหรือย้ายถิ่นฐาน เมื่ออยู่มาได้ 30 ปี เพื่อหนีแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติ ดังนั้น บ้านสองชั้นแบบดั้งเดิมมากมาย จึงถูกปล่อยทิ้งให้ร้าง

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ภาษีที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และมรดกแพงมาก ซ้ำร้ายค่าใช้จ่ายในการทำลายอาคารเก่าก็ยังสูงมาก นี่ทำให้เจ้าของอาคารเดิมจึงปล่อยทิ้งอาคารเมื่อเลิกกิจการ และลูกหลานปล่อยทิ้งบ้านเก่าให้ร้างไปเพราะไม่อยากแบกรับค่าใช้จ่ายในการบูรณะหรือรื้อถอนบ้านเก่าอันเป็นมรดกจากพ่อแม่หรือคนรุ่นก่อน ๆ ของครอบครัว

ด้านคู่สามีภรรยาชาวญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจบูรณะบ้านหรืออาคารทรงญี่ปุ่น เพื่อเปลี่ยนเป็นที่พักหรือโรงแรมให้ชาวต่างชาติมาพักอาศัย เผยว่า แม้ความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติที่อยากมาเข้าพักหรืออยู่อาศัยในบ้านทรงญี่ปุ่นจะมีมาก แต่ธุรกิจของคู่ตนกลับเดินหน้าไปได้ช้ากว่าที่ต้องการ

เพราะค่าใช้จ่ายในการบูรณะบ้านเก่าทรงญี่ปุ่นแพงมาก นอกจากนี้ ช่างที่มีองค์ความรู้เรื่องบ้านเก่าทรงญี่ปุ่นก็หายากอีก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ซ้ำร้ายคนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจ จึงกลัวว่า ภูมิปัญญาในการสร้างไปจนถึงบูรณะบ้านทรงญี่ปุ่นอาจหายไปตามการล้มหายตายจากของช่างรุ่นเก่า/japantoday, elpais, wikipedia, theguardian