ศึกแย่งชิงลูกค้าหม้อต้มกระบวนท่าใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อสุกี้ตี๋น้อยเปิดเกมการตลาด นำ Pain Point น้ำจิ้มตัวเองที่อาจจะไม่ถูกปากลูกค้าบางกลุ่ม จนต้องแอบนำน้ำจิ้มอื่นๆ เข้ามาจิ้มเพิ่มรสชาติความนัวให้กับตัวเอง
กลยุทธ์ของสุกี้ตี๋น้อยเป็นการนำจุดด้อยของตัวเอง นำมาใส่ความคิดสร้างสรรค์เป็นแคมเปญเพื่อสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคม ที่เรียกว่า Challenger Marketing มาท้าทายตลาดร้านอาหารเชนกลุ่มหม้อต้มทั้งหมดด้วยความแตกต่าง จนกลายเป็นอีกหนึ่งไวรัลที่ใครๆ พูดถึง จนกลายเป็น Earned Media (แบรนด์ได้รับการพูดถึงโดยไม่ต้องจ่ายเงิน) ให้กับแบรนด์ไปฟรีๆ

เนื่องจากตลาดกลุ่มหม้อต้มอย่างสุกี้และชาบู กลุ่มบุฟเฟต์เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง จากแบรนด์สุกี้พรีเมียมแมสอย่าง MK หันลงมาเล่นแคมเปญบุฟเฟต์ราคาที่สูงกว่าสุกี้ตี๋น้อยไม่มากนัก รวมถึงการรุกตลาดอย่างหนักหน่วงของลัคกี้สุกี้ ที่มีจุดเด่นของรสชาติน้ำจิ้มที่หลากหลายและรสชาติที่เจ้าของแบรนด์ใช้เป็นจุดขายดึงดูดลูกค้า นอกเหนือจากรสชาติอาหาร
นอกจากนี้ แคมเปญนำน้ำจิ้มเข้ามาทานในร้านของสุกี้ตี๋น้อย แม้จะเป็นเพียงแคมเปญการตลาดสั้นๆ Marketeer มองว่าเป็นหนึ่งในกุศโลบายสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ในฐานะร้านสุกี้ที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตรกับลูกค้า และยอมให้นำน้ำจิ้มอื่นๆ มาทานได้อย่างเปิดเผยเช่นกัน
อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดลูกค้าที่หันไปทานแบรนด์หม้อต้มอื่นๆ ที่มีความนัวตรงใจมากกว่า ให้กลับมาทานสุกี้ตี๋น้อยอีกครั้งผ่านน้ำจิ้มที่นำมาเองอีกทางหนึ่ง
ซึ่งการเล่นการตลาดกับน้ำจิ้มนอกเหนือจากแคมเปญนำน้ำจิ้มอื่นๆ ไปทานในร้านตี๋น้อย ยังเล่นกับกลยุทธ์เปิดโหวตน้ำจิ้มเด็ก ก่อนที่จะนำน้ำจิ้มสุกี้เด็กเข้ามาให้บริการในอนาคต เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังครอบครัวที่มีเด็ก และคนทั่วไปที่ไม่กินเผ็ดอีกหนึ่งรสชาติ อีกทั้งยังเป็นการสื่อถึงความหลากหลายของน้ำจิ้มสุกี้ตี๋น้อยที่มีมากขึ้น

แคมเปญนำน้ำจิ้มมาเอง และการเปิดโหวตน้ำจิ้มเด็กของสุกี้ตี๋น้อย แบรนด์ MK ได้ออกมาสร้างกระแสให้กับตัวเองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เพื่อจะสื่อว่า MK มีน้ำจิ้มเด็กที่ทำจากเต้าหู้ยี้ให้บริการมานานแล้วผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อสื่อสารถึงคนที่ชื่นชอบให้เป็นผู้คอนเฟิร์มรสชาติ และกระจายการรับรู้ถึงลูกค้าบางกลุ่มที่ยังไม่ทราบว่า MK มีน้ำจิ้มนี้ด้วย

นอกเหนือจากการตอบโต้ของ MK ในน้ำจิ้มเด็กจากกระแสนำน้ำจิ้มมาเองของสุกี้ตี๋น้อย แบรนด์นีโอสุกี้ได้ใช้กลยุทธ์ Hijack Marketing นำตัวเองไปอยู่ในกระแสน้ำจิ้ม ด้วยการออกมาบอกว่า นีโอสุกี้มีน้ำจิ้มให้เลือกถึง 10 สูตร แบบไม่ต้องพกมา และยังเป็นการโปรโมตจุดเด่นของตัวเองด้านน้ำจิ้มอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการตลาดผ่านน้ำจิ้มแล้ว ในอนาคตตลาดหม้อต้มกลุ่มสุกี้และชาบู มูลค่า 23,000 ถึง 25,000 ล้านบาท ต้องมีอะไรเด็ดๆ กว่านี้แน่นอน เพราะในวันนี้คู่แข่งที่ห่างหายจากการทำสงครามตลาดสุกี้ไปนานอย่าง MK ได้กลับมาสร้างกระแสแบบถึงพริกถึงขิงมากขึ้น, สุกี้ตี๋น้อยพร้อมทำทุกทางที่จะรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อการเติบโต และรักษาตำแหน่งแบรนด์สุกี้บุฟเฟต์ที่ Gen Z ชื่นชอบ ตลอดจนการบุกตลาดของลัคกี้สุกี้ที่สร้างกระแสการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ไม่รวมแบรนด์สุกี้ ชาบูอื่นๆ ที่ออกมาทำตลาดเรียกสีสันให้กับตัวเองด้วยเช่นกัน
เพราะเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคเท่าเดิม และต้องการความคุ้มค่า อิ่มอร่อย ตอบโจทย์มื้ออาหารในแต่ละวัน
