เกาะเชจู หนึ่งในแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามามหาศาล ซึ่งไปรบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ทำลายความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว จนต้องเริ่มใช้ไม้แข็ง

ตำรวจบนเกาะเชจูได้เผยแพร่คู่มือข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว โดยจัดพิมพ์เป็น 3 ภาษา ได้แก่ จีน อังกฤษ และเกาหลี เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่เกิดจากความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม และขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมเกาหลีมากขึ้น

หากไม่ปฏิบัติตามคู่มือนี้ ทางตำรวจจะเริ่มใช้มาตรการป้องปรามจากเบาไปหาหนัก โดยเริ่มจากว่ากล่าวตักเตือน ไปจนถึงปรับเงิน ซึ่งหนักสุดคือปรับเป็นเงิน 200,000 วอน (ประมาณ 4,660 บาท)

สำหรับความผิดในคู่มือดังกล่าว คือพฤติกรรมไร้มารยาทของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ทำตัวแย่ เช่น สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ทิ้งขยะเรี่ยราด ข้ามถนนในที่ห้ามข้าม ใช้บัตรประชาชนปลอม และบุกรุกเข้าไปในบ้านร้าง 

ไปจนถึงเมาแล้วอาละวาด กินอาหารแล้วไม่จ่ายเงินและหลบหนี หรือปัสสาวะและอุจจาระในที่สาธารณะ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เชจูเป็นเมืองแรกของเกาหลีใต้ที่ออกมาตรการเตือนและปรับเงินนักท่องเที่ยว โดยฝ่ายปกครองของเกาะเชจูเริ่มเคลื่อนไหวจนมาสู่การบังคับใช้ หลังมีกระแสกดดันจากคนในท้องถิ่น

เริ่มจากกลุ่มเด็กประถมรวมตัวกันยื่นเรื่องให้หาทางควบคุมหรือเตือนนักท่องเที่ยวที่มารบกวนพวกเธอบนรถประจำทาง ต่อด้วยคลิปเด็กชายชาวจีนถ่ายอุจจาระในที่สาธารณะโดยมีแม่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งถูกแชร์บนสื่อออนไลน์จนกลายเป็นข่าวทั้งบนเว็บไซต์และโทรทัศน์

การออกมาตรการป้องปรามของเกาะเชจูครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางนักท่องเที่ยวมากถึง 7 ล้านคนที่หลั่งไหลเข้ามา และสร้างรายได้มากเป็นประวัติการณ์ถึง 9.26 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.15 แสนล้านบาท) โดยเกือบ 70% ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นชาวจีน 

ทว่าก็เกิดปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism) เช่น นักท่องเที่ยวไร้มารยาท หรือทำตัวแย่ (Bad Tourist) ตามมา จนสร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่

Overtourism ยังสร้างปัญหาให้กับแหล่งท่องเที่ยวดังๆ ในหลายประเทศ ตั้งแต่โลกพ้นวิกฤตโควิดและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับสู่ภาวะปกติ จนต้องออกมาตรการจัดการ เช่น เวนิส ของอิตาลี และภูฏานที่ต้องเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ส่วนที่ญี่ปุ่น เมืองฟูจิคาวากูจิก็ได้มีการตั้งสแลนบังวิวเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายภาพร้านสะดวกซื้อ Lawson ซึ่งด้านหลังเป็นภูเขาฟูจิ อันเป็นการขัดขวางการจราจร และเมืองอูเรชิโนะ ที่ต้องขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวใช้น้ำสำหรับออนเซ็นอย่างพอดี เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบประปาในเมือง

ขณะที่สเปน Overtourism กลายเป็นประเด็นระดับชาติ เพราะรัฐบาลเลือกที่จะอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่อไปโดยมีมาตรการบริหารจัดการเพียงเล็กน้อย หลังเห็นว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศโตแซงหน้าเพื่อนบ้าน จนประชาชนจึงไม่พอใจถึงขั้นรวมตัวประท้วงขับไล่นักท่องเที่ยว / bbc 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer