บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 รายได้ 258,621 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ไทยเบฟเวอเรจ อาณาจักรธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัญชาติไทย ที่โลดแล่นอยู่ในธุรกิจสุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหาร ทั้งในไทยและอาเซียน แถลงแผนการดำเนินงานปี 2568 และทิศทางธุรกิจปี 2569 โดยมี คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยทัพผู้บริหารสูงสุดจากแต่ละกลุ่มธุรกิจร่วมให้ข้อมูล

สรุปผลการดำเนินงาน 

มกราคม – กันยายน 2568

กลุ่มธุรกิจหลัก รายได้จากการขาย (ล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปีก่อน กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี หรือ EBITDA (ล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปีก่อน
สุรา 92,778 -0.8% 22,161 -5.4%
เบียร์ 96,497 4.8% 12,573 4%
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 49,326 -0.7% 8,718 -6.3%
อาหาร 16,563 -1.4% 1,578 -19.5%
การดำเนินงานรวมของบริษัท 258,621 -0.4% 45,026 -4.0%
ที่มา: บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กันยายน 2568

การดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจสุรา

ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ธุรกิจมีรายได้ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน EBITDA ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพื่อเสริมแกร่งตราสินค้าและสนับสนุนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงเมียนมา ยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ธุรกิจสุราในไตรมาสล่าสุดมีกำไรที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

บริษัทมุ่งมั่นเสริมแกร่งในฐานะผู้นำตลาดสุราในไทยและเมียนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอสินค้าพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์ความนิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 

บริษัทยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนในตลาดภายในประเทศ และขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ ด้วยการลงทุนเพื่อเสริมแกร่งตราสินค้าหลัก และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์

ทั้งเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน กลุ่มธุรกิจสุรามุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักในประเทศไทย พร้อมทั้งเดินหน้าขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยในไทย บริษัทยังคงมุ่งมั่นเสริมแกร่งตราสินค้าหลักอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสุราขาวและสุราสีในประเทศ

ธุรกิจเบียร์

ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ธุรกิจมีรายได้ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสภาวะตลาดที่ท้าทายในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ EBITDA เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ลดลง และประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น

สองประเทศที่เป็นตลาดหลักของกลุ่มธุรกิจเบียร์อย่างไทยและเวียดนาม ในไทย บริษัทยังคงมุ่งมั่นเสริมแกร่งตราสินค้าหลักพร้อมเสริมสร้างการมองเห็นตราสินค้าและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกิจกรรมการตลาดที่ทรงพลัง ภายใต้กลยุทธ์ที่ครอบคลุมการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม เพิ่มศักยภาพการกระจายสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

ขณะที่ในตลาดเวียดนาม เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ท่ามกลางสภาวะการบริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากข้อกำหนดตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 100 (Decree 100) และฉบับที่ 168 (Decree 168) แต่บริษัทก็ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ และการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีรายได้ และ EBITDA ลดลงเล็กน้อย โดยมีการลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง

กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่การบริโภคชะลอตัวลง บริษัทจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้าหลัก พร้อมขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 

บริษัทเน้นเสริมแกร่งแบรนด์หลัก ขยายผลิตภัณฑ์สุขภาพ และใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนการรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น โออิชิ กรีนที ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดชาพร้อมดื่ม ด้วยแคมเปญ “โออิชิ กรีนที รู้สึกดีทุก TEA เลย”

น้ำดื่มคริสตัล ย้ำจุดยืนน้ำดื่มคุณภาพสูง ด้วยกระบวนการผลิต 19 ขั้นตอนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล พร้อมแคมเปญ “คริสตัล เซฟพื้นที่สีฟ้า” เพื่อสิ่งแวดล้อม

เอส โคล่า สร้างการเติบโตเหนือตลาดด้วยแคมเปญทันสมัย เช่น “เอส โคล่า เงยหน้าไปด้วยกัน” สนับสนุน Gen Z กล้าเปิดรับประสบการณ์ใหม่

ตลอดจนการผนวกรวม F&N เปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ในไทย เช่น NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ

บริษัทยังขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศในระดับต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านจุดขายในประเทศไทยกว่า 600,000 จุด และเครือข่ายในมาเลเซียและสิงคโปร์

บริษัทยังใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิผลของการดำเนินงาน โดยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดีย, ใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจ, ขยายช่องทางการขายผ่าน e-commerce ทั้งแบบ B2B และ D2C บนแพลตฟอร์มของกลุ่มเอง เช่น Sermsuk Click ลงทุนในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล

ธุรกิจอาหาร

ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ธุรกิจอาหารมีรายได้ลดลงเล็กน้อย อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความต้องการในตลาดโดยรวม ส่วน EBITDA ลดลงในระดับเลขสองหลัก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น 

บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่ การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจ และการพัฒนาด้านความยั่งยืน เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าประทับใจ

บริษัทเน้นขยายสาขาใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ โดยพัฒนารูปแบบร้านใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับทำเลและกลุ่มลูกค้าเพื่อเพิ่มการเข้าถึง ขับเคลื่อนยอดขายในสาขาเดิมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายและเมนูใหม่

แบรนด์หลักอย่าง ชาบูชิ ในเครือโออิชิ ปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ เน้นคุณภาพ ความสร้างสรรค์ และช่วงเวลาแห่งความสุข

ธุรกิจอื่น ๆ 

ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ธุรกิจอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัท ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจสิ่งพิมพ์และการพิมพ์ มีรายได้จากการขายลดลง 5.9% จากปีก่อน เป็น 3,626 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีรายได้จากการขายกรรมสิทธิ์และค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปีก่อน ประกอบกับผลกระทบจากต้นทุนการพิมพ์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมีผลขาดทุน EBITDA จำนวน 4 ล้านบาท

การลงทุนรวมของบริษัท 

การลงทุนรวมในปีงบประมาณปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยปี 2569 คาดการณ์ว่าการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยการลงทุนส่วนของการตลาด คาดว่าจะมีการจัดสรรส่วนใหญ่ไปในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากยังคงมีการแข่งขันสูง จึงต้องลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

การขยายธุรกิจและตลาดใหม่ 

หนึ่งในก้าวสำคัญที่เสริมแกร่งธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปีที่ผ่านมา คือ การผนวกรวมธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด หรือ Fraser & Neave (F&N) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท

ปัจจุบัน F&N มีบทบาทเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์อยู่แล้ว

ซึ่งบริษัทมองเห็นโอกาสในตลาดกลุ่มประชากรมุสลิม ที่มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านคน และคาดการณ์ว่าประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,500 ล้านคน ภายในปี 2593

แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มาเลเซียจะเป็นตลาดหลักของบริษัท เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ที่สามารถเปิดประตูเส้นทางไปสู่ตลาดสำคัญอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ โดยบริษัทจะลงทุนให้กับ F&N ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่โครงการ Food Security ที่จะเกี่ยวข้องกับการจัดหานมคุณภาพให้กับประชากรในมาเลเซีย ผ่านการร่วมมือกับรัฐบาลมาเลเซีย

บริษัทยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเดินหน้าสู่เป้าหมายในการ “สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” (Enabling Sustainable Growth) เพื่อบรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ครอบคลุม Scope 1, 2 และ 3 ภายในปี 2593

ฐาปน กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคยังคงเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ บริษัทยังคงเสริมสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งขับเคลื่อนกลยุทธ์ภายใต้ PASSION 2030 อย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นในการเข้าถึงผู้บริโภค รวมถึงส่งเสริมศักยภาพบุคลากร และเสริมแกร่งตราสินค้าของบริษัท 

บริษัทเชื่อว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางไว้ ยังจะช่วยเสริมสร้างไทยเบฟให้มีความคล่องตัว แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็น “ผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน” ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ต่อไปในระยะยาว


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer