ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group

คุณจอห์น แวกเนอร์ (John Wagner), Head of Boston Consulting Group Thailand กล่าวว่า เริ่มต้นที่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของไทย อ้างอิง Oxford Economics แม้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจหรือ GDP ไทย ปี 2024 จะใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาคอาเซียน แต่การเติบโตของ GDP ปีนี้ ก็อยู่ในอันดับเกือบรั้งท้ายภูมิภาค โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 3% ในกรณีที่ดีที่สุด และอาจต่ำกว่า 2% ในกรณีที่แย่ที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความผันผวนทางการเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ก็ยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน และถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง

นอกจากนั้น ยังพบว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนยังมีระดับการกระจุกตัวของความมั่งคั่งสูง โดยไทยอยู่ในสัดส่วนที่สูงที่สุดของอาเซียน ซึ่งกว่า 67% ของความมั่งคั่งในประเทศกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประชากรเพียง 10% หรือหมายความว่า เงินจำนวนมากอยู่ในคนกลุ่มน้อย 

คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า รายงาน ACSS ปี 2568 ได้วิเคราะห์แนวโน้มและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจาก 5 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ประกอบด้วย สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนิเซีย, ไทย และเวียดนาม รวมกลุ่มตัวอย่าง 6,000 คน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568   

รายงานได้สำรวจผู้บริโภคชาวไทย 1,000 คน อายุ 18-65 ปี ที่มีรายได้ส่วนบุคคล ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (Mass) <50,000 บาทต่อเดือน, กลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะปลานกลาง (Mass Affluent) 50,000 – 199,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง (Affluent) ≥200,000 บาทต่อเดือน 

การสำรวจพบว่าความกังวลหลักของผู้บริโภคไทย มีดังนี้ ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ 61%, ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลพิษ 57%, ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 55%

โดยการปรับตัวในการใช้จ่ายหลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพของกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป 48% จะมอนิเตอร์การใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด และ 45% พยายามมองหาส่วนลดก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

ส่วนแนวโน้มการใช้จ่ายที่น่าสนใจ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 10% หมวดซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น 20% หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 7% หมวดการเดินทางเพิ่มขึ้น 3%

ด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเฉลี่ยของกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน กลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูงอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน

และพบว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภค พร้อมจ่ายเงินมากขึ้นในปีนี้เพื่อซื้อสินค้าที่เน้นการสร้างประสบการณ์ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z (อายุ 11-26 ปี), Gen Y (อายุ 27-42 ปี) และกลุ่มกำลังซื้อสูง

การบริหารจัดการการเงิน ผู้บริโภคไทย 74% มีการวางแผนการออม และ Gen Z กับ Gen Y มีการเปิดบัญชีเงินฝากใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% โดย Gen Y มีจำนวนเงินฝากเฉลี่ยประมาณ 80,000 บาท ขณะที่ Gen Z ประมาณ 40,000 บาท  

แต่วินัยในการออมก็ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดย 85% ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ 76% ของ Gen Y และ 82% ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

การวางแผนเกษียณ มากกว่า 50% คาดว่าจะต้องทำงานนานขึ้นและล่วงเลยอายุ 60 ปี ซึ่งแนวโน้มการทำงานยาวนานขึ้นจนถึง 66-70 ปี หรือมากกว่า สะท้อนความกังวลว่ารายได้หลังเกษียณจะไม่เพียงพอ

โดยคาดว่าจำนวนเงินที่วางไว้เพื่อการเกษียณ สำหรับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านบาท กลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง 10 ล้านบาท และ 30% ของผู้บริโภคยังไม่มีแผนเกษียณที่ชัดเจน สาเหตุหลักคือการผัดวันประกันพรุ่ง เงินออมไม่เพียงพอ และรู้สึกว่ายังอายุน้อยเกินไป  

การสำรวจปีนี้ ยังเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งในพฤติกรรมผู้บริโภคไทย โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความรู้แต่ขาดวินัยทางการเงิน 

90% ของผู้บริโภคไทยมั่นใจว่าตนเองมีข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล แต่มีเพียง 39% เท่านั้นที่รู้สึกมั่นใจในสถานะทางการเงินของตนเอง

ทั้งพบว่าผู้บริโภคไทย 66% พร้อมที่จะกู้ยืมเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ในจำนวนนี้มีราว 25% ที่พร้อมจะกู้ยืมเงินเพื่อ “ยกระดับไลฟ์สไตล์” ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติที่ต้องการซื้อสิ่งที่ต้องการไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น และความต้องการนี้ไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ตลอดจนความสะดวกในการก่อหนี้ ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สะท้อนไปยังตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทย ซึ่งอยู่ที่ 86.8% สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

โดยการจัดการหนี้สินของผู้บริโภคไทยประมาณ 75% มีสินเชื่อ โดยเฉลี่ยมีสินเชื่อ 2.3 รายการ ประเภทสินเชื่อ ดังนี้ สินเชื่อบุคคล 39%, สินเชื่อบัตรเครดิต 38%, สินเชื่อรถยนต์ 31% และสินเชื่อบ้าน 21%  

อย่างไรก็ตาม พบว่าการกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตของผู้บริโภคไทย ลดลงจาก 49% เหลือ 38% เนื่องจากผู้บริโภคและองค์กรเริ่มรัดเข็มขัด โดยการกู้ยืมจากเพื่อนหรือกลุ่มคนในครอบครัว เพิ่มขึ้นเป็น 12% เพราะผู้บริโภคบางส่วนไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จากการมีหนี้เสียมากขึ้น 

ทั้งโดยรวม 80% ของผู้บริโภคสามารถชำระหนี้ได้เต็มจำนวนและตรงเวลา แต่ 20% มีแนวโน้มชำระล่าช้า โดยเฉพาะ Gen Z ที่ยอมจ่ายค่าปรับ ส่วนสาเหตุของการชำระล่าช้า คือขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการเงิน และมีรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ

คุณยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติม แม้ผู้บริโภคจะมีความตื่นรู้ในการวางแผนการเงินมากขึ้น แต่ทัศนคติในการใช้เงินยังเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยูโอบีได้ใช้แอปพลิเคชัน UOB TMRW เพื่อสร้างคำแนะนำด้านการจัดการทางการเงินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น การแจ้งเตือนเพื่อการออมหรือการลงทุนเมื่อเงินเดือนเข้าบัญชี รวมถึงการแจ้งโปรโมชั่นส่วนลด เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเงินได้ดีขึ้น 

นอกจากนี้ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการควบคุมหนี้ต่าง ๆ ที่ทำให้กลุ่มธนาคารต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาลูกค้าใหม่ ส่งผลให้หนี้เสียที่เกิดขึ้นใหม่ลดลง และทำให้พอร์ตสินเชื่อมีความมั่นคงในระยะยาว แม้ว่าการเติบโตของหนี้โดยรวมอาจช้าลงก็ตาม