แอดยิ้มแนะอยากทำ “Big Data” ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่ารีบร้อน

คำว่า “Big Data” เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยมานานกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งนับวันหลายธุรกิจก็ได้ให้ความสำคัญของ Big Data มากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแต่วันนี้เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ เมืองไทยยังถือว่าล้าหลังกว่า 2-3 ปี ยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับฝั่งยุโรปและอเมริกา ที่ล้ำหน้าไปแล้วถึง 10 ปีด้วยกัน

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งแอดยิ้ม” (Adyim) ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นในเครือบริษัท YDM Thailand จำกัด อธิบายว่า ที่ผ่านมาหลายแบรนด์ก็ยังงงๆ กันว่าจะเอา Big Data มาทำอะไรในธุรกิจของเขา หรือมอง Big Data เป็นแค่ CRM โดยไม่ได้เอามาใช้ในการทำการตลาดแบบจริงจัง

จริงๆ แล้ว Big Data ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ช่วยให้กระตุ้นยอดขายและลดต้นทุนไปพร้อมกัน ยิ่งในวันที่ผู้บริโภคเริ่มใช้ชีวิตประจำวันในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ข้อมูลก็จะมีมากขึ้น ถ้าสามารถจับได้ถูกจุดก็จะสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมาก

ถึงอย่างนั้นเขาบอกว่ากลุ่มธุรกิจที่เริ่มจริงจังกับการเก็บข้อมูล Big Data วันนี้ยังมีเพียงกลุ่มธนาคารและกลุ่มโทรคมนาคมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจที่สามารถต่อยอดได้ดียังมีแค่กลุ่มค้าปลีก ที่สามารถส่งคูปองให้ลูกค้าแต่ละคนตามพฤติกรรมการใช้งานได้

big data analytics

ธนพลแนะนำว่าผู้ที่จะเริ่มต้นทำ Big Data ควรจะตัดคำว่า Big ออกไปก่อน ให้เหลือแต่ Data เพื่อโฟกัสข้อมูลทางการตลาดก่อน โดยองค์กรควรจะเริ่มจาก  1.ดูความพร้อมของข้อมูลว่าอยู่ในระดับไหน มีการจัดเก็บข้อมูลหรือเปล่า เพราะบางธุรกิจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเลย หรือถ้าเก็บแล้ว เก็บอะไรบ้างและนำมารวมกัน สามารถจัดเรียงให้เป็นระบบได้ไหม รวมไปถึงต้องจัดเก็บข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง และ 2.ผลที่ได้รับ ถ้าทำแล้วจะสามารถคุ้มทุนหรือไม่

ถึงจะดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ถ้าจะมองให้เข้าใจคือควรแบ่งออกเป็น 3 ก้อน คือแหล่งข้อมูล, จัดเก็บ+จำแนก และวิเคราห์+พัฒนา เพื่อสร้างภาพของ Data ให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตามธนพลได้ยกตัวอย่าง 5 ปัญหาที่หลายๆ องค์กรมักจะเจอเมื่อเริ่มทำ Big Data คือ 1.แคมเปญจบ ข้อมูลก็จบไปตามแคมเปญ และทิ้ง Learning ไปกับงาน, 2. ข้อมูลกระจัดกระจาย จะหาแต่ละที่ อยู่ที่ใครก็ไม่รู้ ?

3.ข้อมูลมีเพียบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเก็บรักษา แต่ไม่รู้จะใช้ประโยชน์อย่างไร สุดท้ายก็เอามาต่อยอดไม่ได้, 4.เงินหายไปกับการซื้อมีเดีย แถมยิ่งซื้อ ก็ยิ่งแพง สุดท้ายถึงจุดที่เริ่มไม่คุ้มจึงอยู่ไม่ได้ และ 5.จะดูข้อมูลแต่ละที กว่าจะรอสรุปจาก Agency ค่อนข้างใช้เวลา บางครั้งข้อมูลก็ไม่ครบ และไม่สามารถนำมาใช้ประโชยน์ได้เต็มที่

ความท้าทายในตลาดไทยคือ หลายองค์กรต้องการไปถึงปลายทางในวันแรก แต่ในขณะที่ตลาดโลกยังต้องเริ่มพื้นฐานก่อน ดังนั้นจึงต้องค่อยๆ ทำไป เริ่มจากข้อมูลที่ไม่เคยเก็บก็ต้องเก็บ พัฒนาไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะเห็นผลเอง

big data analytics

ทั้งนี้แอดยิ้มได้วางให้แผนก “Digital Data Analysis” ที่เซ็ตระบบมานาน 2 ปี และเพิ่งยกขึ้นเป็นแผนกมาประมาณ 1 ปี กับพนักงานราว 10 กว่าคน ขึ้นเป็นพระเอกของปีนี้

สำหรับผลประกอบการของแอดยิ้มมีการเติบโตต่อเนื่องโดยปีที่ผ่านมาปิดที่ 320 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% ปีนี้ได้วางตัวเลขไว้ที่ 500 ล้านบาท และยังคงตั้งเป้าที่จะทำตัวเลขให้แตะยอด 1,000 ล้านบาท เพื่อจะนำบริษัทฯ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) ในปี 2020

ในส่วนของภาพรวมตลาดดิจิทัลในไทยปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 14,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมีมูลค่า 12,402 ล้านบาท โดยธนพลย้ำว่ายังเติบโตอีกมาก เพราะขณะนี้ภาพรวมของการใช้เงินบนสื่อดิจิทัลของประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ เช่น อเมริกา, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ฯลฯ นั้นขึ้นไปแตะถึงระดับ 40% ของงบโฆษณาทั้งหมดแล้ว ในขณะที่บ้านเรายังอยู่ที่แค่ประมาณ 10%  เท่านั้น ดังนั้นจึงน่าจะยังเติบโตได้มากกว่านี้ถึง 4 เท่า

ซึ่งบรรดาแบรนด์ใหญ่ๆต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการวัดผลหรือการทำ Performance marketing มากขึ้น เมื่อทุกอย่างวัดผลได้และเห็นผลชัดเจนแบรนด์ถึงจะกล้าใช้เงินกันมากขึ้น ซึ่งหากแบรนด์ไหนที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะมีความได้เปรียบเป็นอย่างมาก และแบรนด์ไหนที่ปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาอาจจะถึงขั้นล้มหายตายจากไปจากตลาดเพราะตกอยู่ในสภาพที่แข่งขันไม่ได้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline