เมื่อ 7-eleven แปลงร่างเป็น “ธนาคารออมสิน”

และแล้วก็ถึงคิว “7-eleven” ที่จะรับบทบาท “แบงก์เอเย่นต์” ต้องบอกว่านี่คือตัวเลือกที่เกือบทุกธนาคารอยากจะได้มาเป็น “คู่ครอง” เพราะนี่คือร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทยคือ 13,000 สาขา โดยธนาคารที่เลือกใช้  “7-eleven” เป็นรายแรกนั้นคือ “ธนาคารออมสิน” โดยใช้ชื่อบริการนี้ว่า MyMo My Card ซึ่งจะเริ่มเปิดบริการ ฝาก-ถอนเงินที่ 7-Eleven ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

แล้วดีลนี้มีรายละเอียดอย่างไร เมื่อธนาคารออมสินเลือกให้ “7-eleven” ทำหน้าที่เป็นเสมือนธนาคารเล็กๆ ให้แก่ตัวเอง เหมือนอย่างที่ก่อนหน้านี้ K Bank เองก็เลือกให้ “ไปรษณีย์ไทย” ทำหน้าที่เป็นธนาคารเล็กๆ ให้แก่ตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินขั้นพื้นฐาน พร้อมกับลดจำนวนสาขาลงของธนาคาร K Bank 

แม้ก่อนหน้านี้ผู้บริหารออมสินจะเคยประกาศ “จุดยืน” ชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการปิดสาขาที่มีอยู่ในมือตัวเอง 1,070 สาขา แต่จะปรับขนาดพื้นที่สาขาให้เล็กลงกว่าเดิม จากนั้นก็ปรับลดจำนวนพนักงานประจำสาขาลงเหลือเพียงแค่ 2-3 คน/สาขาในอนาคต 

พร้อมกับกำลังทดลองใช้เครื่อง VTM ที่บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง โดยจะมีพนักงานผ่านระบบ Video Conference ที่หน้าเครื่องและสามารถทำธุรกรรมการเงินได้สารพัด เหมือนกับไปใช้บริการที่สาขาธนาคาร โดยเริ่มต้นนำร่อง 5 เครื่อง 5 สาขา ณ เวลานี้ 

เป้าหมายของธนาคารออมสินก็ไม่ต่างจากธนาคารอื่นๆ นั่นคือลดต้นทุนในการทำธุรกิจตัวเอง โดยเฉพาะต้นทุนด้านสาขาที่ถือเป็นต้นทุนอันดับ 1 ในการทำธุรกิจธนาคารไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่, เงินเดือนพนักงาน และอีกสารพัด

และทุกธนาคารต่างมีแนวคิดเหมือนกันหมดคือการมี “แบงก์เอเย่นต์” คอยทำหน้าที่รองรับลูกค้าที่ยังไม่ได้ใช้ Internet Banking ผ่านหน้าจอ Smartphone จะแตกต่างกันก็ตรงที่ “ออมสิน” เลือกใช้ 7-eleven ที่สามารถฝากเงินตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์พ่อค้า-แม่ค้ากลางคืน และคนทำงานในสถานบันเทิงยามราตรี ที่ได้ค่าแรงเป็นเงินสด ส่วนไปรษณีย์ไทยของ K BANK เปิด-ปิดเป็นเวลาทำการ 

มากไปกว่านั้นพลังสาขาของ 7-eleven ที่มีมากถึง 13,000 สาขา แม้ยังไม่สรุปแน่ชัดว่า 7-eleven จะใช้กี่สาขาในการทำธุรกิจ “แบงก์เอเย่นต์” แต่โดยข้อมูลเบื้องต้นนั้นคือ 7,000-8,000 สาขา

แต่ที่ 7-eleven เหนือกว่าทุกธุรกิจทุกแบรนด์ในเมืองไทยหากใครคิดที่จะเสนอตัวเดินเข้าสู่การเป็น “แบงก์เอเย่นต์” ก็คือจำนวนสาขาในต่างจังหวัดที่ครอบคลุมได้ครบทุกพื้นที่

นั่นหมายความว่าการที่ธนาคาร “ออมสิน” เลือกใช้ 7-eleven ก็มีโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ที่อาจตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารออมสิน จากนั้นก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การขอสารพัดสินเชื่ออื่นๆ อีกมากมายของธนาคาร

ที่น่าสนใจธนาคารออมสินยังคิดที่จะขาย “สลากออมสิน” และผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ผ่านหน้าร้าน 7-eleven ในอนาคตโดยตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการวางแผนและคำนวณความเป็นไปได้

แม้ “จุดขาย” ของ 7-eleven ในสายตาของธนาคารและลูกค้าทั่วไปนั้นคือจำนวนสาขาที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและมากที่สุด

แต่ในมุมกลับกันก็อย่าลืมว่า 7-eleven เองก็มี “จุดเปราะ” ทางความรู้สึกด้านความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาร้านสะดวกซื้อรายนี้มีข่าวเรื่องการโดนปล้นจากมิจฉาชีพอยู่บ่อยครั้ง

ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าเมื่อ 7-eleven สวมบทบาทเป็น “แบงก์เอเย่นต์” ให้แก่ธนาคารออมสินจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน?

แต่ที่แน่ๆ 7-eleven ไม่ได้รักเดียวใจเดียวสัญญาจะทำหน้าที่เป็น “แบงก์เอเย่นต์” ให้แก่ธนาคารออมสินเพียงเจ้าเดียว 

เพราะจากการเปิดเผยของวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ในการรับฝาก-ถอนเงิน ผ่าน 7-eleven นั้น บอกว่าที่ผ่านมาได้เจรจากับหลายธนาคาร เพียงแต่ธนาคารออมสินเป็นรายแรกที่ตกลงในแง่การทำธุรกิจด้วยกันได้

นั่นแปลว่าอีกไม่นานก็ต้องมีธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ เดินเข้ามาสู่วงจร “แบงก์เอเย่นต์” โดยมี 7-eleven เป็นเสมือน “นายหน้า” ทำหน้าที่ “รับฝาก-ถอนเงิน”

ไม่ต้องแปลกใจหากในอนาคตอันใกล้คำพูดพนักงาน 7-eleven จะเปลี่ยนไปจาก “รับขนมจีบ ซาลาเปา เพิ่มไหมคะ”

“วันนี้จะฝาก ถอนเงินธนาคารไหนดีคะ”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer