เมื่อ Apple Store มาไทย Studio 7 จะ “ยิ้ม” หรือ ร้องไห้ดี ?

ไม่ช้าหรือเร็ว Apple บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกจะเข้ามาลงทุนสร้าง Apple Store สาขาแรกในบ้านเรา แม้เวลานี้มีเพียงแค่ข่าวเปิดรับสมัครพนักงาน แค่เพียงเท่านี้ก็สร้างความกังวลใจให้แก่ตัวแทนจำหน่ายทั้ง 5 รายที่มีสาขารวมกันทั้งหมด 150 สาขาทั่วประเทศ

และคนที่น่ากังวลใจมากที่สุดก็คือบริษัท COM 7 ที่มี Studio 7 ถึง 90 สาขามากกว่าตัวแทนจำหน่ายทุกราย อีกทั้งหากล้วงข้อมูลให้ลึกจะพบว่าสินค้าตีตราแบรนด์ Apple คิดเป็น 49% นับเป็นสินค้าเส้นเลือดใหญ่ทำรายได้อันดับ 1 หล่อเลี้ยงบริษัทแห่งนี้

แต่รู้หรือไม่ว่าการมาของ Apple Store ในมุมมองของ COM 7 มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะหากดูโมเดลธุรกิจที่ Apple ไปสร้าง Store ของตัวเองในแต่ละประเทศก็จะพบคำตอบ

Apple Store มาไทย

ระยะอันตรายคือรัศมี 5 กิโลเมตร

จากข้อมูลโมเดลต่างประเทศ จำนวนแค่ไม่กี่สาขาแล้วเจาะทำเล “ไข่แดง” ของประเทศนั้นๆ โดยในไทยคาดการณ์อยู่ที่ 1 -2 สาขา แน่นอนผลกระทบที่หนีไม่พ้นคือสาขาของตัวแทนจำหน่ายที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียง 5 กิโลเมตรนับจาก Apple Store จะมียอดขายตกต่ำอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าพลังของ Apple Store จะดึงดูดให้คนมาซื้อที่นี้มากกว่าร้าน Studio 7 ถึงแม้จะมี One Price Policy หรือราคาขายที่เท่ากัน 

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าเมื่อ Apple Store มาจริงๆ แล้วสาขาของ Studio 7 ที่อยู่ใกล้ๆ จะมียอดขายตกต่ำ เขาก็จะอาศัยข้อได้เปรียบที่ตัวเองมี Retail หลายรูปแบบมาปรับเปลี่ยนซึ่งอาจจะเป็น Banana IT หรือร้าน Samsung Shop, Oppo shop ก็ต้องรอดูสถานการณ์อีกทีว่าสาขาที่ใกล้ Apple Store จะโดนผลกระทบรุนแรงมากแค่ไหน ? 

หรือพูดให้ชัดๆ ถ้าขายสินค้า Apple ไม่ได้ในทำเลนี้ก็เปลี่ยนมาขายแบรนด์คู่แข่งเสียเลย     

แต่ข้อดีที่สุดคือการมาของ Apple Store จะทำให้เกิดกระแสตีบวกให้แก่แบรนด์นี้จาก ดังอยู่แล้วก็ดังไปอีก เมื่อบวกกับงบการตลาดที่ Apple จะควักเงินใช้เองอย่างมหาศาลก็จะทำให้แบรนด์ Apple ดังเปรี้ยงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย และก็จะทำให้คนที่ไม่เคยเป็นสาวกอยากที่จะทดลองชิมผลไม้ IT ลูกนี้ 

Apple คือผลไม้ที่ใครๆ ก็อยากทาน

ยิ่งสินค้า Apple ไม่ได้ขายแค่ใจกลางเมืองหรือแค่ในกรุงเทพแต่นี้คือ Mass Product ของบริษัทแห่งนี้ที่มองไปถึงขายทั่วประเทศ 

หลายคนอาจสงสัยว่าจะเป็น Mass Product ได้อย่างไร ในเมื่อสินค้า Apple มีราคาแพงจับกลุ่มคนมีรายได้สูง แต่หากดูสินค้าตกรุ่นอย่าง iphone 6, Ipad mini 3 ที่ราคาตกลงมาเหลือแค่ 10,000 บาท กลับเป็นสินค้าที่มียอดขายจำนวนเครื่องสูงกว่ารุ่นใหม่ๆ ในพอร์ตรายได้ของ COM 7 

เพราะยังมีคนไทยจำนวนมากที่หลงใหลในแบรนด์ Apple เพียงแต่อาจยังไม่มีกำลังซื้อเครื่องละ 30,000 บาท และนี้เองที่เป็นช่องว่างตลาดที่ COM 7 มองเห็นว่าจะขายสินค้า Apple ให้เป็น “ผลไม้ชิ้นหวาน ที่ใครๆ ก็สามารถทานได้” 

ปัจจุบัน COM 7 มีช่องทางการขายสินค้า Apple อยู่ที่ Studio 7 จำนวน 90 สาขาและ Banana 177 สาขานับเฉพาะแค่ 2 ร้านนี้ COM7 มีช่องทางขายสินค้า Apple 267 สาขา (ร้านรูปแบบอื่นบางสาขาก็ขายและไม่ได้ขาย สินค้า Apple) 

แต่ 267 สาขาที่อยู่ในมือกลับมองว่ายังไม่เพียงพอในการขายสินค้า Apple ทำให้ COM 7 จึงกลับมาดูสัดส่วนยอดขาย Smarphone ทั้งระบบว่ามีช่องว่างตรงไหนที่ตัวเองจะ Move ไป

Apple Store มาไทย

แผนการณ์ขาย Apple ทั่วประเทศ

จะเห็นว่าร้านตู้และร้านตึกแถวทั่วประเทศยังเป็นช่องทางขาย Smartphone ใหญ่สุด แต่เชื่อหรือไม่ว่าช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาร้านตู้ก็มีปิดกิจการลงอยู่หลายร้าน เนื่องจากมีหลายร้านทำราคาขายสินค้ามือหนึ่งแพงกว่าหากเทียบกับ Operator และร้านค้าที่มีสาขาทำให้ลูกค้าหายไปจากมือเป็นจำนวนมากแล้วไปสู่ร้านค้ารูปแบบอื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า

จริงอยู่ว่าร้านค้าแบบตู้จะไม่มีต้นทุนจ้างพนักงานเพราะส่วนใหญ่เจ้าของดูแลเองหมด ส่วนค่าเช่าพื้นที่บางร้านก็ใช้ตึกแถวในบ้านหรือไม่ก็เช่าพื้นที่เล็กๆ ในห้างซึ่งถูกกว่าร้านค้าที่มีสาขาและ Brand Shop ที่อยู่ในห้างฯทำเล 5 ดาวแถมมีพื้นที่ใหญ่กว่า รวมถึงต้องจ้างพนักงาน ซึ่งนั้นแปลว่าต้นทุนร้านตู้ถูกกว่าร้านค้ายักษ์ใหญ่

เป็นคำตอบที่ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะอย่าลืมว่าร้านค้ายักษ์ใหญ่และ Operator สั่งสินค้าจากผู้ผลิต Smartphone ในเสกลที่ใหญ่มาก ซึ่งทำให้ต้นทุนสินค้าต่อเครื่องถูกกว่าร้านค้าตู้แบบทิ้งขาด

COM7 เลยใช้ข้อได้เปรียบตรงจุดนี้ “เปลี่ยนคู่แข่ง มาเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจ” โดยการขายแฟรนไซส์ให้แก่ร้านค้าตู้ ภายใต้แบรนด์ BANANA เพียงแค่ไม่นานนักก็มีถึง 80 รายที่เซ็นต์สัญญาจ่ายเงินเรียบร้อยโดยส่วนใหญ่เป็นร้านค้าชานเมืองและต่างจังหวัด โดยครึ่งปีแรกนั้นสามารถเปิดได้แค่ 50 สาขา

ที่น่าสนใจร้านค้ากลุ่มนี้นอกจากขายสินค้าแบรนด์อื่นๆ ทั้ง Notebook, Smartphone แล้วนั้นยังสามารถขายสินค้า Apple ได้ทุกชนิดจากแต่เดิมมีหลายร้านที่อาจจะขายแต่เครื่องหิ้วหรือสินค้ามือสอง

Apple Store มาไทย

แม้จะเป็นการเพิ่มช่องทางการขายทุกสินค้าที่มีอยู่ในมือ ซึ่งรวมถึงสินค้า Apple ด้วยที่จะมีช่องทางขายเพิ่มขึ้นต่ำๆ 80 สาขาในมือ โดยที่ตัวเองไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าพื้นที่และพนักงาน แต่ยอมที่จะเฉือนเนื้อตัวเองเอากำไรน้อยลงในโมเดลธุรกิจ แฟรนไชส์ 

เพราะแก่นแท้ธุรกิจ Retail ไม่ว่าจะยุคไหน ไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาหรือตัวเลขรายได้มหาศาล เพราะบางร้านอาจมีสาขาเยอะกว่ารายได้มากกว่า แต่เมื่อถึงสิ้นปีมาดูตัวเลขผล “กำไร” กลับน้อยกว่าร้านค้าที่มีสาขาน้อย

ถ้าเป็นคุณจะเลือกโมเดลธุรกิจแบบไหน ?


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline