แอร์เอเชียซื้อหุ้นนกแอร์ อะไร ยังไง ทำไม ? วิเคราะห์สงครามบนน่านฟ้าของธุรกิจสายการบิน 2562

นกแอร์: ยังไม่มีข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้นมาจากแอร์เอเชีย อย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

แอร์เอเชีย: สนใจและกำลังพิจารณาความเหมาะสมในการลงทุนซื้อหุ้น “นกแอร์”

บอร์ดแข่งขันการค้า: ต้องมาดูว่าดีลนี้หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่

เป็นสถานการณ์อัพเดตในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา สำหรับข่าวลือ “บิ๊กดีล” ที่มีมูลความจริงว่า “แอร์เอเชีย” จะเข้าซื้อหุ้น NOK จากตระกูล “จุฬางกูร” ที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 50% เพื่อที่จะมีอำนาจในการบริหารสายการบิน “นกแอร์” อย่างเต็มรูปแบบ

คำถามคือแล้วทำไม “แอร์เอเชีย” ถึงอยากได้ “นกแอร์”

อย่าลืมว่า…ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดธุรกิจการบินเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในบ้านเราจากเดิม 3 ปีที่แล้วตัวเลขประมาณ 32 ล้านคน ปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2018 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38 ล้านคน และในปี 2019 ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 40 ล้านคน

ยังไม่รวมคนไทยที่เที่ยวเมืองไทยด้วยสายการบิน ซึ่งนอกจากมีจำนวนมหาศาลก็ยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง

ภารกิจการซื้อ “นกแอร์” ก็เหมือนการขึ้นทางด่วนต่อยอดธุรกิจของตัวเองเพื่อรองรับตลาดสายการบินในไทยที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง

โดยที่ “แอร์เอเชีย” ไม่ต้องเสียเวลาในการสร้างแบรนด์ใหม่ เพราะชื่อชั้น “นกแอร์” ลูกค้าก็คุ้นเคยติดหูกันอยู่แล้ว รวมไปถึงไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องบินลำใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา

เพราะหากดีลนี้เกิดขึ้นจริงเครื่องบิน 25 ลำของนกแอร์และบริษัทลูกอย่าง “นกสกู๊ต” ที่มีเครื่องบินอีกประมาณ 4 -5 ลำ “แอร์เอเชีย” ก็สามารถเอามาบินขนส่งผู้โดยสารหารายได้ในทันที

ที่น่าสนใจถึงจะเป็นสายการบิน Low Cost ด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ยังมีอีกหลายเส้นทางการบินทั้งในและต่างประเทศที่ “นกแอร์” บินได้แต่ “แอร์เอเชีย” บินไม่ได้

หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง “แอร์เอเชีย” ก็จะสามารถเปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยบินได้ 

และย่อมจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ “แอร์เอเชีย” เพิ่มขึ้นในทันที จากเดิมที่เส้นทางการบินในประเทศมีส่วนแบ่ง 30% และต่างประเทศมีส่วนแบ่งตลาด 13% 

อย่างไรก็ตาม หากคิดในอีกมุมหนึ่ง “แอร์เอเชีย” อาจจะ “พลิกแผน” ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะอย่าลืมว่า “นกแอร์” ก็คือสายการบิน Low Cost ซึ่งก็ทับซ้อนกับตัวเองที่เป็นเบอร์ 1 ในน่านฟ้า Low Cost อยู่แล้ว

การได้ “นกแอร์” มาอยู่ในมือ ทำไมไม่สร้างสินค้าใหม่ที่ตัวเองยังไม่มี  

นั่นคือสายการบินที่จับตลาดกลาง-บน หากการได้ “นกแอร์” มาอาจจะมีการปรับ Image Brand และ  Positioning Brand ใหม่หมด เพื่อยกระดับ “นกแอร์” ให้เทียบชั้นสายการบินไทยหรือ “บางกอก แอร์เวย์ส” ก็มีความเป็นไปได้

นี่คือผลประโยชน์และทางเลือกในการทำธุรกิจคร่าวๆ หาก “แอร์เอเชีย” สามารถจบ Big Deal นี้ได้ แต่จะซื้อหรือไม่ซื้อนั้นอันดับแรกสุดก็คือ

ราคาที่ตระกูล จุฬางกูร จะเคาะอยู่ที่เท่าไร?

ปัจจุบันคนในตระกูล จุฬางกูร 3 คนถือหุ้นรวมกันประมาณ 55% โดยราคาหุ้น NOK ในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 3.02 บาท/หุ้น

หากขายตามราคาตลาด ณ วันนี้ “แอร์เอเชีย” จะต้องจ่ายเงินประมาณ 3,776 ล้านบาท แต่ถึงแม้ตระกูล “จุฬางกูร” จะมีข่าวว่าอยากขาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะขายตามราคาตลาดสักหน่อย

อีกทั้งอย่าลืมว่า “การบินไทย” เองก็มีหุ้นใน “นกแอร์” เกือบ 22% ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ “แอร์เอเชีย” ก็คงต้องประเมินสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

เพราะ “แอร์เอเชีย” ก็คงจะไม่ปลื้มสักเท่าไรนักหากคู่แข่งอย่าง “การบินไทย” จะยังมีหุ้นในอัตราที่สูงอยู่ในบริษัทที่ตัวเองจะซื้อ

และยิ่งหากตัดสินใจจะซื้อหุ้นการบินไทยนั้นก็อาจจะโดนโก่งราคาที่แพงกว่าความเป็นจริงก็มีความเป็นไปได้ แม้ ณ ตอนนี้หลายคนอาจจะมองว่า “การบินไทย” ยังขาดทุนต่อเนื่องแถมมีหนี้สินมากมาย พร้อมที่จะขายหุ้น “นกแอร์” เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่องของตัวเอง

แต่…ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา “การบินไทย” ก็ขาดทุนต่อเนื่อง แถมยังมีหนี้สะสมมากมาย แต่ก็ยังสามารถบินอยู่ในน่านฟ้าได้อย่างมั่นคง

ส่วนอีกหนึ่งความน่ากังวลใจไม่แพ้เรื่องราคาหุ้นที่จะจบ Big Deal ครั้งนี้ นั่นคือสารพัดปัญหาที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนานของ “นกแอร์”

อันดับแรกสุดก็คือ “การบินไทย” เพราะในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาบอร์ดบริหาร “นกแอร์” ขอระดมทุนรอบที่ 3 เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจสายการบิน 

ย้อนอดีตกลับไปก็คือ รอบแรกการบินไทยเพิ่มทุนให้-รอบสองไม่มีการเพิ่มทุน-รอบสามคำตอบก็คือ ไม่เพิ่มทุน เช่นกัน

โดยเหตุผลที่ “การบินไทย” ไม่เพิ่มทุนให้ “นกแอร์” นั้น สุเมธ ดำรงชัยธรรม DD ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายได้อย่างชัดเจน

“ได้เห็นแผนธุรกิจและจุดยืนของนกแอร์ในอนาคต ดูไม่มีความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากการบินไทยจะนำเงินเข้าไปช่วยเหลือนกแอร์ แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แค่ 545 ล้านบาทก็ตาม”

พูดกันให้ชัดเจนก็คือ “การบินไทย” เองนาทีนี้ก็ยังไม่มั่นใจการบริหาร “นกแอร์” แม้แต่น้อย 

อีกทั้งการลาออกของ CEO อย่าง “ปิยะ ยอดมณี” ช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีการส่งข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเป็นระยะ ว่า CEO คนนี้สามารถลดอัตราขาดทุนของบริษัท และปรับแผนธุรกิจใหม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

แต่เพียงไม่นานนัก “ปิยะ ยอดมณี” ก็ขอลาออก ก่อนที่จะแต่งตั้ง “ประเวช องอาจสิทธิกุล เป็น CEO รักษาการแทนชั่วคราว พร้อมกับตัวเลขการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นมาทันที

จนไปถึงกรณี CEO คนดังอย่าง “พาที สารสิน” ที่ต้องลุกจากเก้าอี้ที่นั่งมานานกว่า 10 ปี โดยให้เหตุผลว่า

“ตัวเองเป็นคนขอบอร์ดเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของนกแอร์”

เพียงแต่อนาคตของนกแอร์ไม่ได้ดีขึ้นเหมือนอย่างที่ “พาที สารสิน” ต้องการ ซ้ำร้ายกว่านั้น “นกแอร์” ลำนี้ไม่ใช่แค่ทรงตัวแต่เสียศูนย์ขาดทุนหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งการเปลี่ยนตัว CEO และการลาออกของ “พาที สารสิน” จนไปถึงการขาดทุนต่อเนื่องที่ไม่มีทีท่าว่าจะมีอาการฟื้นคืนมา “กำไร” เหมือนในยุครุ่งเรือง

เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดเจนว่า นกแอร์ ลำนี้น่าจะมีปัญหาการบริหารงานภายในขั้นรุนแรง ซึ่งคนภายนอกนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ว่าปัญหาภายในเครื่องบินลำที่ชื่อ “นกแอร์” นั้นคืออะไร

และก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ “แอร์เอเชีย” ต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบพร้อมกับ “ชั่งน้ำหนัก” ให้ดีว่าหากตัวเองเข้ามาครอบครองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน “นกแอร์” จะสามารถแก้ปมปัญหาภายในเหล่านี้ได้หรือไม่? 

จึงไม่ต้องแปลกใจในจดหมายที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ “แอร์เอเชีย” จะบอกชัดเจนว่าตัวเองสนใจอยากครอบครอง “นกแอร์”

แอร์เอเชียซื้อหุ้นนกแอร์

แต่…ขอเวลาพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ

ส่วนประเด็นบอร์ดแข่งขันการค้ากำลังจับตาว่าหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการผูกขาดธุรกิจสายการบินไทยนั้น

เชื่อว่าเรื่องนี้ “แอร์เอเชีย” เองน่าจะหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน