ทุกวันนี้เกือบทุกองค์กร นอกจากคำว่า Digital Transformation, Agile, Data Analytics ฯลฯ แล้วอีกคำที่เราได้ยินบ่อยก็คือคำว่า Growth Mindset นี่แหละครับ

ซึ่งคำนี้ถ้าย้อนกลับไปคิดว่าแพร่หลายมาจากหนังสือของ Carol Dweck ชื่อ  Mindset: The New Psychology of Success ซึ่งแม้แต่ Satya Nadella CEO คนปัจจุบันของ Microsoft ที่ใช้เวลา 4 ปีในการเพิ่มมูลค่าของบริษัทขึ้นมาสามเท่า โดยในปัจจุบันนี้มูลค่าของ Apple และ Microsoft นั้นใกล้เคียงกันมาก เรียกว่าต้องดูกันแบบรายวันเลยว่าใครแซงใครขึ้นไปเป็นที่ 1

Satya บอกว่าส่วนแรงบันดาลใจในการพลิก Microsoft ก็มาจากหนังสือเล่มนี้แหละครับ

และว่ากันว่าถ้าหากไปถามพนักงานกว่า 130,000 คนของ Microsoft ว่าอะไรคือคำที่อธิบายสิ่งที่ Satya พยายามทำมากที่สุด

เกือบทุกคนจะตอบตรงกันว่า Growth Mindset นี่แหละครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉม Microsoft

Growth Mindset เอาแบบย่อๆ คือ ความเชื่อที่ว่าความสามารถนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ผ่านความพยายาม การเรียนรู้ และความไม่ย่อท้อ ดังนั้น ไม่ว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไรคนเราก็เก่งขึ้นได้

ซึ่งตรงข้ามกับ Fixed Mindset ที่เชื่อว่าความสามารถต่างๆ เช่น ความฉลาด พรสวรรค์นั้นเป็นของตายตัว และไม่สามารถพัฒนาต่อได้ด้วยตัวเอง หรือพูดง่ายๆ คือ มีจำกัดนั่นเอง โดยถ้าใครมีก็จะมี ใครไม่มีก็จะไม่มี

ซึ่งความเชื่อนี้ใช้ได้ทั้งกับตัวเองและกับคนอื่นด้วย เช่น ถ้าลูกน้องเราไม่เก่ง เราก็เชื่อว่าเขาจะไม่เก่งแบบนี้ตลอดไป พัฒนาไม่ได้ เป็นต้น นี่ก็เป็นตัวอย่างของ Fixed Mindset ประเภทหนึ่งเช่นกัน

 

แล้วในชีวิตจริงมันออกมาในรูปแบบของอะไรได้บ้าง?

บทความใน HBR ชื่อ “Do you have a growth mindset” ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า The Mindset Paradox ที่ว่า “The greatest threat to success is avoiding failure” (สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อความสำเร็จมากที่สุดคือ การกลัวความล้มเหลว)

ฟังดูย้อนแย้งอย่างไรชอบกลใช่ไหมครับ…นั่นก็เพราะว่า หนึ่งในมุมมองที่สำคัญที่สุดของเรื่อง Growth Mindset คือเรื่องการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามานั่นเอง

คนที่มี Fixed Mindset จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่อาจนำมาซึ่งความล้มเหลว เพราะความสำเร็จนั้นในมุมมองของคนที่มี Fixed Mindset ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้คุณสมบัติด้านบวกที่มีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็พยายามปกปิดคุณสมบัติด้านลบของตัวเองไปพร้อมๆ กัน และถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เจ้าตัวจะพยายามโฟกัสไปที่การหาคำมาอธิบายหรือหาข้ออ้างให้ความผิดพลาดนั้น แทนที่จะพยายามเรียนรู้จากมัน แต่ถ้าเป็นคนที่มี Growth Mindset จะโฟกัสไปที่การเรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อพัฒนาต่อไป

สถานการณ์แบบนี้เราเห็นได้ทั่วไปในทางธุรกิจ เช่น

คนที่มี Fixed Mindset จะรู้สึกว่าทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คน เงิน ฯลฯ ที่มีจำกัด ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนั้น เพื่อให้ได้มาจึงต้องแก่งแย่งกันมา ในขณะที่คนที่มี Growth Mindset จะเชื่อว่าทรัพยากรไม่ได้มีจำกัด แต่สามารถสร้างเพิ่มขึ้นมาได้ผ่านความร่วมมือกันของฝ่ายต่างๆ เช่น คนของเราถ้าวันนี้ยังไม่เก่งก็พัฒนาให้เก่งขึ้นมาได้

คนที่มี Fixed Mindset จะใช้ทรัพยากรที่มีเกือบทั้งหมดในการดึงคนเก่งเข้ามาทำงาน และใช้ทรัพยากรเกือบทั้งหมดเช่นกัน พยายามจะดึงคนเก่งไว้ นั่นทำให้มีทรัพยากรเหลือน้อยมากสำหรับการพัฒนาคน ทำให้เสียโอกาสสองต่อเลย คือ ต่อแรก ทำให้คนที่ “ไม่เก่ง” ในตอนแรก มีโอกาสพัฒนาได้น้อย ต่อที่สองเนื่องจากไม่ได้โฟกัสเรื่องการเรียนรู้ คนที่ “เก่ง” ก็จะไม่เก่งขึ้น

แต่คนที่มี Growth Mindset นั้นจะเชื่อว่า คนเราทุกคนพัฒนาได้ ดังนั้น จะใช้ทรัพยากรไปกับเรื่องการเรียนรู้ การเสริมสร้างประสบการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคน และเมื่อคนพัฒนางานก็จะพัฒนาไปด้วย

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่อง Growth Mindset กับ Fixed Mindset ก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่พอควร เช่น คนที่มี Growth Mindset จะมี Growth Mindset กับทุกเรื่องและมี Growth Mindset ตลอดไป: ความจริงคือเราอาจจะมี Growth Mindset กับเรื่องหนึ่ง กับ Fixed Mindset กับอีกเรื่องได้ เช่น เราอาจจะมี Growth Mindset เรื่องคน แต่มี Fixed Mindset เรื่อง Technical Skill ก็เป็นไปได้ และถ้าหากเราเผลอหรือมั่นใจอะไรเกินไป บางเรื่องที่มี Growth Mindset อยู่ อาจจะกลายเป็น Fixed Mindset ก็ได้

คนที่มี Growth Mindset จะพัฒนาตัวเองเป็นอะไรก็ได้: ความจริงคือ ไม่ใช่ทุกคนจะทำทุกอย่างบนโลกนี้ได้ และเราต่างก็มีข้อจำกัดของตัวเองทั้งสิ้น การที่เราคิดว่าเรา “ทำอะไรก็ได้บนโลกนี้” อาจจะทำให้เราเสียเวลาไปจากการทำเป้าหมายที่แท้จริงได้ ทำให้บางทีเราทำอะไรเยอะเกินไปและจะรู้สึกหมดแรง หมดกำลังใจไปเลยก็ได้

Growth Mindset ให้ความสำคัญแต่กับเรื่องของ “ความพยายาม” โดยผลไม่เป็นไร: ความจริงคือผลลัพธ์ก็สำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นการจะพิจารณาว่าการมี Growth Mindset นั้นต้องประกอบไปด้วย ความพยายาม กระบวนการการเรียนรู้ เพื่อที่จะบรรลุสู่เป้าหมาย เช่น ถ้าหากจะเป็นการทดลองของใหม่ๆ ก็ไม่ใช่ทดลองแบบทิ้งขว้าง แต่ต้องทดลองอย่างมีวินัย (Disciplined Experiments) เช่น ต้องมีการกำหนดชัดเจนว่า จะเอาเกณฑ์อะไรมาวัดว่าการทดลองควรทำต่อ/ปรับเปลี่ยนรูปแบบ/หรือหยุดการทดลอง เป็นต้น

คนที่มี Growth Mindset จะมองโลกในแง่ดีและเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้: ความจริงคือการทำอะไรเยอะเกินไป ทำให้เสียโฟกัส และที่สำคัญคือไม่มีเวลามานั่งทบทวนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกผิดและควรแก้ไขอย่างไร ซึ่งในที่สุดแล้วแทนที่จะ Productive เลยกลายเป็น Counter Productive แทน

ผมเชื่อว่าเรื่อง Growth Mindset นี้มีความสำคัญมากในยุคที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และในสภาวะการทำงานมีสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ (Unknown Unknown) เยอะมาก

การมี Growth Mindset จะทำเป็นเหมือนเข็มทิศพาเราให้มีโอกาสไปถูกทางได้มากขึ้น

เหมือนอย่างที่ Carol Dweck เคยกล่าวไว้ว่า “it’s not always the people who start out the smartest who end up the smartest.”

นั่นแหละครับ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer