เถ้าแก่น้อย รายได้เท่าไร ? วิเคราะห์เกมรุก เถ้าแก่น้อย จากวัยรุ่นพันล้านสู่ธุรกิจหมื่นล้าน 

เมื่อปี 2554  บริษัท GTH นำเค้าโครงชีวประวัติ “ต๊อบ” อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน”

เป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นในการทำงานด้วยตัวเองจนสามารถเป็นเถ้าแก่พันล้านได้ในวัย 25 ปี  

หนังเริ่มต้นเรื่องเมื่อต๊อบอายุ 16 ปี เป็นช่วงเวลาที่เขากำลังหลงใหลกับการเล่นเกมออนไลน์อย่างหนัก เพราะสามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากการขายไอเทมในเกม เมื่อธุรกิจในเกมเริ่มถึงทางตัน เขาจำเป็นต้องหาอาชีพใหม่เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบกับวิกฤตทางการเงิน

เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์ขายดีวีดีจากจีนแดง เปลี่ยนมาเป็นเกาลัดคั่ว และหลากหลายสินค้าจากเยาวราช เช่น ลูกท้อ ลำไยอบแห้ง และสินค้าอื่นๆ

เป็นช่วงเวลา 3-4 ปีที่ชีวิตดราม่าอย่างมากๆ เพราะทุกอย่างต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทั้งตัวสินค้า เงินทุน ทำเล คู่แข่ง ทำแล้วเจ๊งๆ แล้วลุกอยู่หลายครั้ง ไม่ยอมจบเกมง่ายๆ

จนกระทั่งได้สินค้าที่มา “พลิกชีวิต” เขาขึ้นมาได้ คือสาหร่ายทอดกรอบ ที่กว่าจะเลี้ยงตัวเองได้ต้องอดทน และมุ่งมั่นอย่างหนัก 

จนกระทั่งอายุประมาณ 19 ปี ได้ตั้งบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ด แอนด์มาร์เก็ตติ้ง ผลิตสาหร่ายทะเลทอดกรอบ และขนมขบเคี้ยวขึ้นมา

ปี 2547 ในวัยเพียง 20 ปี เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาเมื่อมีโอกาสได้เอาสินค้าไปวางขายในเซเว่น- อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ   

ปี 2551 ต๊อบสามารถทำรายได้จากการขายมากกว่า 1 พันล้านบาท

เรื่องราวในภาพยนตร์จบลงตรงนี้อย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

เถ้าแก่พันล้านภาค 2 ตามติดชีวิตต๊อบหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ 

หลังจากสาหร่ายเถ้าแก่น้อยไปวางขายในเซเว่น-อีเลฟเว่นได้มีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กับเกิดสงครามสาหร่ายและโฉมหน้าผู้ท้าชิงตลาดรวมที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีทั้งค่าย “สิงห์” ค่าย “ช้าง”  “เป๊ปซี่ โคล่า” โดยเถ้าแก่น้อยยังครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด

ปี 2558 เขาเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และทำยอดขายในปีแรกมากกว่า 3,500 ล้านบาท

พร้อมประกาศเป้าหมายยอดขายไว้ว่าภายใน 10 ปี เถ้าแก่น้อยจะต้องเป็น Global Brand ด้วยยอดขายที่สูงกว่า 10,000 ล้านบาท

นั่นหมายถึงว่าในปี 2568 เขาต้องเป็นเถ้าแก่หมื่นล้านในวันที่มีอายุไม่ถึง 50 ปี

ในวันนั้นคนไทยหลายล้านคนต้องการเป็นอย่างเขา “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย”  

เช่นเดียวกับต้องการเป็น “ตัน” ภาสกร นที ซีอีโอ อิชิตัน ผู้สร้างแบรนด์ โออิชิ ที่เรียนจบแค่ ม. 3 ในปี 2540 เป็นหนี้เกือบ 200 ล้านบาท แต่ก็สามารถปลุกปั้นแบรนด์โออิชิ และนำเข้าตลาดในปี 2547 ก่อนเถ้าแก่น้อยเพียง 1 ปี  โดยต๊อบก็เคยบอกกับ Marketeer ว่า

ตันคือไอดอลของเขาในเรื่องการทำ Marketing  (วันนี้อิชิตันมีรายได้เมื่อสิ้นปี 61  5,216 ล้าน กำไร 43 ล้าน เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่กำลังมีภาค 2 ที่น่าติดตาม) 

“ตัน”และ “ต๊อบ” Story ถูกสื่อมวลชนตามไปสัมภาษณ์ และถูกองค์กรต่างๆ เชิญไปพูดถึงเรื่องราวความสำเร็จในชีวิตบ่อยครั้งมากในช่วงเวลานั้น

ย้อนกลับมาหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ใน 2 ปีแรกบริษัทสามารถสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง และสร้างปรากฏการณ์ราคาหุ้นสาหร่ายร้อนปรอทแตก วิ่งขึ้นเกือบ 30 บาท แต่ 2 ปีหลัง (2560-2561) แม้ยอดรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีแต่กำไรก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน

คือจาก 781 ล้านในปี 2559 ลดเหลือ 608 ล้าน และ 459 ล้าน ตามลำดับ ส่วนไตรมาส 1/62 มีรายได้ 1,326 ล้าน ผลกำไร 81 ล้านบาท (เทียบกับไตรมาส 1/61 รายได้ 1,336 ล้าน กำไร 152 ล้าน) ในขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดของวันที่ 21 พ.ค. 62 อยู่ที่ 7.89 บาท

เหตุผลหลักๆ ของกำไรลดลงทุกปีมาจากหลายๆ เหตุผล เช่น การลงทุนในการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การขยายกลุ่มลูกค้า การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนตัวแทนผู้จัดจำหน่ายในประเทศจีน ทำให้ยอดขายลดลง  การเข้าไปซื้อกิจการ GIM Factory Inc. โรงงาน

ผลิตสาหร่ายอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  

รวมทั้งในไตรมาสที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการขยายสาขาเถ้าแก่น้อยแลนด์ การเปิดร้านข้าวแกงกะหรี่ Hinoya  

และการเปิดสำนักงานสาขาที่เซี่ยงไฮ้ของจีน

อย่างไรก็ตาม ต๊อบยังให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2562 ผลกำไรจะดีดตัวสูงขึ้น จากการที่ได้ขยายช่องทางในการขายที่หลากหลาย รวมทั้งการไปบุกตลาดที่สหรัฐฯ เพิ่มเติม รวมทั้งราคาวัตถุดิบสาหร่ายมีแนวโน้มลดตัวลงทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงด้วย 

ขอปังๆ อีกสักตัว

สิ่งที่ตันเหมือนต๊อบอีกอย่างคือเขาพยายามปั้นสินค้าที่จะมาเป็นพระเอกตัวใหม่ แทนที่จะฝากความหวังไว้ที่สินค้าสาหร่ายอย่างเดียวมานาน

ปังขึ้นมาอีกตัวรายได้เพิ่ม กำไรก็จะงามตามขึ้นมาด้วย แต่วันนี้เขายังทำไม่ได้ รายได้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยังมาจากสาหร่ายในสัดส่วน 80%

ถ้าเข้าไปดูสินค้าของเถ้าแก่น้อย จะเห็นว่าจะมีสินค้าหลากหลายมาก บางตัวผลิตภายใต้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บางตัวเป็นบริษัทนอกตลาด เช่น บริษัท โทบิ ผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและสินค้าเพื่อความงาม โดยมีเครื่องดื่มชื่อไวตามิกซ์ มีลิปสติกแบรนด์ “จุ๊บ จุ๊บ ลิป” 

ครีมทามือ ผลิตภัณฑ์ MASS H-1 เซรั่มบำรุงหนังศีรษะ สำหรับจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ 

ปี 2557 เขาเปิดตัวข้าวโพดคั่วต๊อบคอร์น ปี 2560 เปิดขายเวย์ โปรตีน “My Whey”

นอกจากนี้ สินค้าที่นอกเหนือจากสาหร่ายของเขายังมีปลาปรุงรส “Tin Ten” ผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ดเถ้าแก่น้อย  ขนมข้าวโพด “Want More”   

ผลไม้แปรรูปแบรนด์ “Marvel” และล่าสุดกับร้าน Hinoya Curry หรือร้านอาหารข้าวแกงกะหรี่ สินค้าหลายตัวยังอยู่ รอช่วงเวลาเติบโต แต่บางตัวอาจจะลาตลาดไปแล้วอย่างเงียบๆ

ตลาดหลักของ เถ้าแก่น้อย คือส่งขายประเทศจีน

ตลาดของสาหร่ายจะมี life cycle ที่คาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ยาก ในขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นในตลาดมากมายที่พร้อมที่จะ “สู้” กันในเรื่องราคา

การบริหารความเสี่ยงของเขาอย่างหนึ่งก็คือได้ส่งออกไปขายกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่ามีรายได้จากการขายต่างประเทศปี 2561 จำนวน 3,441.9 ล้านบาท 

ในขณะที่รายได้จากการขายในประเทศปี 2561 เท่ากับ 2,220.8 ล้านบาท จีนยังคงเป็นประเทศที่มียอดส่งออกสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 65 ของยอดขายต่างประเทศหรือประมาณ 40% ของยอดขายรวมทั้งหมด

รองลงมาจะเป็นประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน อเมริกา ฯลฯ 

ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการเปิดสำนักงานตัวแทนบริษัทที่นครเซี่ยงไฮ้ รวมไปถึงการเปิดร้าน Flagship store ในเว็บไซต์ Online ต่างๆ เช่น

Taobao, T-mall, Amazon และ Walmart

รุกหนักตลาดอเมริกา

บริษัทฯ ยังมีโรงงาน 1 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นฐานในการขยายตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา แบ่งสินค้าออกเป็น 2 แบรนด์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น คือสินค้าสาหร่ายภาพใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” เพื่อเจาะกลุ่มตลาดคนอเมริกัน-เอเชีย และแบรนด์สินค้า

สาหร่าย “NORA” เพื่อเจาะกลุ่มตลาดคนอเมริกัน-อเมริกัน

ทั้งหมดคือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตจริงของต๊อบเถ้าแก่พันล้านภาค 2  ผู้ที่ Forbes Thailand  จัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐี หน้าใหม่ที่อายุน้อยและร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2560  ในอันดับ 44 โดยมีทรัพย์สินรวมราว 2.1หมื่นล้านบาท แต่ในปี 62 ไม่มีชือเขาใน Top 50

แต่วันนี้ เขาต้องทำทุกกลยุทธ์ด้านการตลาด เพื่อสร้างรายได้  สร้างผลกำไร เพื่อให้ราคาในตลาดหุ้นให้ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

แต่จะทำได้หรือไม่ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน 

ต้องคอยติดตามภาคต่อๆไป อย่าลืมว่าภาพยนตร์ดีๆ มักมีหลายภาค เช่นเดียวกับ Netfix ที่ยังมีหลายซีรีส์ ซีรีส์ละหลายๆ ตอน 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer