ปี 2519 นิตยสาร บ้านและสวน  ฉบับแรกจากกองบรรณาธิการเล็กๆ ได้ออกวางตลาด

หลังจากนั้นก็ได้มีหนังสือหัวใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่รู้จักกันดีเช่น แพรว และ สุดสัปดาห์  รวมทั้งผลิตหนังสือเล่มปีละหลายร้อยเล่ม มีสำนักพิมพ์ในเครือเกือบ 20 บริษัท กลายเป็นกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย
 
เมื่อถึงยุคดิจิทัล ธุรกิจสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นตัวตนที่เด่นชัดที่สุด และเป็นหัวใจหลักในการทำรายได้ของกลุ่ม “อมรินทร์” ถูกดิสรัปอย่างหนัก การปรับตัวของค่ายนี้จึงได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
 
จาก On Print เริ่มบุกหนักงาน On Ground คือจัดอีเวนต์และงานแฟร์ มากขึ้น ก่อนที่จะขยับเข้าสู่ Online ด้วยการทำเว็บไซต์ตามกระแสดิจิทัล
 
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของค่ายนี้คือการกระโดดเข้าสู่ On Air ด้วยการเข้าไปประมูลช่องทีวีดิจิทัล “อมรินทร์ทีวี 34” เมื่อปี 2557 ด้วยเม็ดเงิน 3,320 ล้านบาท
 
ปี 2557-2559 น่าจะเป็นช่วงฝันร้ายที่ยาวนานของอมรินทร์ เพราะมีตัวเลขขาดทุนต่อเนื่อง เป็นเพราะการทำทีวีต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งในเรื่องค่าสัมปทาน การผลิตคอนเทนต์ ในขณะที่รายได้จากการขายโฆษณาก็ยังไม่เข้ามา คู่แข่งก็มีมากมาย
 
ปี 2559 บริษัทวัฒนภักดี โดย 2 พี่น้อง ฐาปน และปณต สิริวัฒนภักดี ได้เข้ามาซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน และเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 47.62 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ (วันนี้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 60%)
 
อมรินทร์เริ่มหายใจได้คล่องขึ้นเมื่อมีเงินเข้ามาซัปพอร์ต ทำให้ภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยลดลงเกือบ 70% มีเงินไปลงทุนทางด้านทีวีที่ตัวเองเป็นเจ้าของคอนเทนต์โดยเฉพาะทางด้านไลฟ์สไตล์อยู่แล้วมากขึ้น คาแรกเตอร์ของช่องและกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มคนเมืองก็ชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน


ในปีที่ผ่านมาอมรินทร์ก็ได้เห็นเม็ดเงินกำไรเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จากที่เรตติ้งทีวีไม่เคยติดอันดับทอป 10 ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจนวันนี้สามารถยืนอยู่ได้ในอันดับ 7 อย่างมั่นคง มีผลต่อการขึ้นอัตราเรตโฆษณาเพิ่มขึ้นด้วย

ในระยะยาว On air น่าจะเป็นสัดส่วนที่เป็นรายได้หลักของกลุ่ม เช่นเดียวกับ On Ground หรือทางด้านอีเวนต์และงานแฟร์ ที่มีแนวโน้มจัดเพิ่มขึ้นทุกปี แพลนที่บริษัทวางไว้ในปีหน้ามีถึง 18 งาน จาก 12 งานในปีนี้

“บ้านและสวนแฟร์” ครั้งล่าสุดที่เมืองทองธานี ใช้พื้นที่มากที่สุดเท่าที่กลุ่มนี้เคยจัดมาคือ 60,000 ตร.ม. จำนวน 3,216 บูธ

เป็นงานที่อมรินทร์ กรุ๊ป ดึงคนจาก On Print, Online, On Air มาสู่ On Ground ได้มากที่สุด
 
ในขณะที่ Online แม้จะไปได้ดี แต่มีคู่แข่งมากมายและมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

ส่วน On Print ที่ในยุคทองเคยผลิตนิตยสารทั้งรายเดือน รายปักษ์ถึง 13 หัวนั้น ในปีหน้า 2563 นั้น ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เคยกล่าวกับ Marketeer ว่า จะลดลงเหลือแค่ 6 หัวเท่านั้น

เป็นการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับองค์กรมากที่สุด
 
ในไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทได้ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ ในบริษัทอมรินทร์บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายสิ่งพิมพ์ ได้แก่ นิตยสาร หนังสือเล่ม และสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากเดิมถือหุ้น 19% เป็น 100% ส่งผลให้รายได้จากการจัดจำหน่ายนิตยสารและหนังสือเล่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เธอยังเคยบอกว่าในช่วงแรกๆ ที่สื่อสิ่งพิมพ์ หัวใจของ “ครอบครัว” และ”องค์กร” ถูกดิสรัปนั้น กังวล และกลัวมากเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำใจและตัดความกลัวออกไปให้ได้

“ถ้าตัดความกลัวได้ทำให้เรากล้าที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะสนุกไปกับมัน”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer