GDH เปิดแผนธุรกิจปี 2564 หลังผ่านสถานการณ์โควิดแบบไม่เจ็บตัว (วิเคราะห์)

สถานการณ์โควิด-19 กระทบไปทุกภาคส่วน รวมทั้งอุตสาหกรรมบันเทิงเอง ทั้งโรงภาพยนตร์ กองถ่ายละคร ถ่ายหนังที่ไม่สามารถทำกิจกรรมในแบบเดิมได้

แม้ตอนนี้จะมีการผ่อนปรนต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาได้บ้าง ผู้คนเริ่มกลับมาดูภาพยนตร์มากขึ้นจากที่ถูกอั้นมานาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยปีนี้โดนกระทบหนักไม่น้อย

เพราะให้เทียบตัวเลขรายได้ 8 เดือนแรกของปีนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยทำรายได้ไปแค่ 580 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา มีรายได้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาท

และในจำนวน 580 ล้านบาทนี้เป็นรายได้จากหนังไทย 120 ล้านบาท ซึ่งไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีรายได้ถึง 50 ล้านบาท”

นี่คือคำพูดของ จินา โอสถศิลป์ หัวเรือใหญ่ของบริษัทจีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด หรือ จีดีเอช ที่พูดกับสื่อมวลชนในวันนี้

แล้วค่ายหนังอย่าง “GDH” มีทิศทางต่อจากนี้และแผนธุรกิจปีหน้าเป็นอย่างไร มาหาคำตอบ

จินาเล่าให้ฟังว่า ปกติจีดีเอชทำหนังปีละ 2-3 เรื่อง ปีที่ผ่านมาจีดีเอชมีหนังฉาย 3 เรื่อง ส่วนปีนี้ตั้งใจทำหนัง 2 เรื่อง และละคร 1 เรื่อง แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้แผนที่วางไว้ต้องเปลี่ยนจากเดิม

ทำให้ปีนี้จีดีเอชจะฉายหนังเพียงเรื่องเดียวคือ  “อ้าย…คนหล่อลวง”  ที่ได้ “ณเดชน์ คูกิมิยะ, ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก และ แบงค์ ธิติ” มารับบทเด่น เตรียมฉาย 3 ธ.ค. นี้

ส่วนละครอย่าง “ฉลาดเกมส์โกง” ที่เพิ่งจบไป โชคดีที่ถ่ายทำไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถฉายได้ตามที่เคยวางแผนไว้

“ฉลาดเกมส์โกง มาช่วยชีวิต และทำให้จีดีเอชผ่านพ้นสถานการณ์มาได้”

จินาบอกต่อว่า โชคดีที่มีละคร ‘ฉลาดเกมส์โกง’ มาช่วย เพราะในช่วงที่ผ่านมาไม่มีหนังฉาย ถ่ายทำไม่ได้ แต่ยังคงมีรายจ่ายต่าง ๆ ไม่งั้น GDH คงเครียดกว่านี้ ฉลาดเกมส์โกงทำให้จีดีเอชได้รายได้จากการขายสิทธิ์ทั้งในไทยและต่างประเทศถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 60 ล้านบาท

ความคาดหวังในปีนี้แน่นอนว่าคงไม่ได้เท่ากับปีที่แล้ว แต่จินาระบุว่า จีดีเอชคาดหวังกับ “อ้าย…คนหล่อลวง” ไว้สูงเหมือนกัน ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 80 ล้านบาท

ภาพรวมตัวเลขปีนี้ไม่ขาดทุน โดยคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ราว 330-340 ล้านบาท มีกำไร แม้จะไม่เท่าปีที่ผ่านมา 

ให้เทียบกับปีที่ผ่านมาเราฉายหนังไปสามเรื่อง กับรายได้อื่น ๆ เรามีรายได้รวมสี่ร้อยกว่าล้านบาท ปีนี้มีสถานการณ์โควิด-19 เรามีหนัง 1 เรื่อง ละคร 1 เรื่อง ทำได้สามร้อยกว่าล้านก็ถือว่าจีดีเอชโชคดีแล้ว”

ขณะที่บรรยากาศการดูหนังหลังโควิด-19 แม้จะยังมีความกลัว ความกังวลอยู่บ้าง มีการขยับการฉายหนังออกไปหมด และเริ่มมีหนังเข้ามาฉายใหม่ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.

จินาบอกว่า แม้รายได้หนังต่างประเทศที่เข้าใหม่ ยกตัวอย่าง อย่าง peninsula จะดีใช้ได้ แต่ก็ยังไม่พอสำหรับอุตสาหกรรมรวมในไทยที่ถือว่าอาการหนัก จบปีนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังไทยน่าจะมีรายได้เกินกว่า 1,000 ล้านบาท

“ปีที่แล้วรายได้ 8 เดือนแรกอยู่ที่กว่า 3,000 ล้านบาท แต่ปีนี้เหลืออยู่ที่ 580 ล้านบาท เป็นหนังไทย 15 เรื่อง ทำเงินแค่ 120 ล้านบาท ไม่มีหนังไทยเรื่องไหนทำรายได้ถึง 50 ล้านบาทเลย ตัวเลขหายไปมหาศาล”

ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหนังในไทยมีรายได้อยู่ที่ราว 4,700 ล้านบาท”

ขณะเดียวกันเมื่อผู้คนดูหนังน้อยลงด้วยปัจจัยต่าง ๆ จินาบอกว่า สิ่งที่ต้องทำคือ การคอนเทนต์ให้ดี เพราะการดูหนังที่โรงหนังมันมีเสน่ห์ในตัว เต็มไปด้วยอรรถรสภาพและเสียง โรงหนังยังเป็นที่ที่คนมาแล้วยังมีความสุข

และถ้าเราทำคอนเทนต์ไม่แตกต่างกับคอนเทนต์ที่ดูฟรี ก็จะไม่มีใครมาโรงหนัง นี่จึงเป็นข้อท้าทายของคนทำหนัง ที่ต้องแปลกใหม่ ไม่เหมือนเดิม

อ่าน: กรณีศึกษา: กลยุทธ์ของ GDH ที่ทำให้พนักงานเก่ง ๆ ไม่เกิดอาการ ‘สมองไหล’

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2564 จีดีเอชมีโปรเจกต์ด้วยกัน 4 เรื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่

– “โกสต์แล็บ…ฉีกกฎทดลองผี” จากผู้กำกับกอล์ฟ ปวีณ ที่ตามจริงแล้วต้องถ่ายทำและฉายในปีนี้  ได้ ต่อ ธนภพ, ไอซ์ พาริส มารับบทนำ

– “ร่างทรง” หนังสยองขวัญของ ’โต้ง บรรจง’ ที่ร่วมทุนกับค่ายหนังเกาหลี ‘Showbox Crop’ ได้ผู้กำกับชื่อดังอย่างนา ฮงจิน มาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย

“W” หนังที่ร่วมทุนกับ ‘นาดาว บางกอก’ บริษัทในเครือ ซึ่งนับเป็นหนังเรื่องแรกของนาดาว บางกอก โดยมีปิง เกรียงไกร เป็นผู้กำกับ และ ย้ง ทรงยศ เป็นโปรดิวเซอร์

– และสุดท้ายโปรเจกต์ใหญ่ปลายปี ที่ร่วมทุนกับบรอดคาซท์ ไทยเทเลวิชั่น กับ “บุพเพสันนิวาส 2” ได้ปิง อดิสรณ์ ผู้กำกับเดียวกับรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มากำกับให้ พร้อมนักแสดงนำอย่าง โป๊ป และเบลล่า

“สำหรับบุพเพสันนิวาส 2 เราใช้งบลงทุนถึง 80 ล้านบาท ซึ่งเรานำมาต่อยอด เล่าเรื่องไปข้างหน้า ไม่ได้เล่าในแบบเดิม ซึ่งเหมือนกับเรื่องพี่มากพระโขนง ขึ้นอยู่กับว่าคนทำหนังจะเห็นอะไร เรื่องนี้มีความคาดหวังสูง แต่คงไม่สูงเท่าเรื่องพี่มากฯ ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท แต่ถ้าน้อยกว่านี้ก็ไม่โอเคเพราะต้นทุนเรามีขนาดนี้”

จากหนังใหม่ทั้ง 4 เรื่องนี้ ทำให้จีดีเอชคาดหวังรายได้ปีหน้าจะมีรายได้เกินกว่า 500 ล้านบาท  เพราะนอกจากการทำหนังฉายในโรงหนังแล้ว ยังมีรายได้จากการไปเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับแพลตฟอร์ม OTT เจ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, WeTv, LINE TV,  AIS Play, etc.

การที่เอาหนังเข้าไปอยู่บน OTT เจ้าต่าง ๆ คือการปูทางที่หนังของจีดีเอชจะออกสู่สายตาชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางของจีดีเอชที่ต้องการโกอินเตอร์

“คีย์ซัคเซส คือ การไม่อยู่กับที่ ต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการได้ร่วมทำกับเกาหลี จีดีเอชได้เรื่องของการต่อยอด ไม่หยุดนิ่ง และถ้าเราทำแบบเดิม ๆ คนดูจะน้อยลง ต้องทำในวิถีทางใหม่ กล้าลอง กล้าทำ

จีดีเอชจะทำมากกว่าที่เป็นอยู่ ต้องไปให้ใกล้กับอินเตอร์ให้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นเลยคือหนังเรื่อง parasite ใครจะคิดว่าวันหนึ่งหนังเกาหลีจะทำเงิน และเป็นออสการ์ของคนทั่วโลก เราค่อย ๆ เดินตาม เราจะไม่หยุดแค่นี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือทิศทางของจีดีเอช ที่เชื่อว่าปีหน้าอุตสาหกรรมหนังในไทยจะกลับมาคึกคักแน่นอน และจะมีหนังไทยไม่ต่ำกว่า 45-50 เรื่อง

ส่วนหนังของจีดีเอชทั้ง 4 เรื่องจะทำได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ต้องตามลุ้นกัน

 

FYI-4 Tesla

 

4 ปีที่ผ่านมา หนังของจีดีเอชทำรายได้เท่าไร

 

น้องพี่ที่รัก 149 ล้านบาท

ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค 141 ล้านบาท

Friend Zone ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน 134 ล้านบาท

ฉลาดเกมส์โกง 113 ล้านบาท

แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว 111 ล้านบาท

Home Stay 68 ล้านบาท

ฮาวทูทิ้ง 57 ล้านบาท

พรจากฟ้า 43 ล้านบาท

เพื่อนที่ระลึก 35 ล้านบาท

 

หมายเหตุ: รายได้กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่

ที่มา: GDH

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer