ในที่สุด New18 ได้เปลี่ยนเจ้าของใหม่ เมื่อ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ปิดดีลซื้อหุ้นช่อง New18 บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด เจ้าของช่อง New18 จากกลุ่มเหตระกูล เข้ามาดูแลเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนจักรพงษ์
และปัจจุบัน บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในชื่อจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และพิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ เป็นที่เรียบร้อย และกลายเป็นบริษัทลูกของ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) โดยสมบูรณ์
ส่วน New18 เหลือสัญญาสัมปทานออกอากาศอีก 8 ปี
การซื้อ New18 ในครั้งนี้ทำในข้อตกลง 2 ประการคือ
1. JKN ซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ ดีเอ็น บรอดคาสท์ ทั้งหมด 50,000,000 หุ้น จากผู้ถือหุ้นเดิมรวมมูลค่า 5 ล้านบาท ซึ่งดูมูลค่าอาจจะดูไม่มากนัก แต่ข้อตกลงที่สองคือ
2. JKN รับโอนสิทธิเรียกร้องในการรับชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้ของของ ดีเอ็น บรอดคาสท์ รวมมูลค่า 2,381.87 ล้านบาท ทำให้ JKN มีสถานะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 2,381.87 บาท ของดีเอ็น บรอดคาสท์ 
ส่วนเงินที่ JKN ต้องชำระค่าตอบแทนในการรับโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นจำนวนประมาณ 1,055 ล้านบาท ให้แก่เจ้าหนี้ของ ดีเอ็น บรอดคาสท์ เท่านั้น
จากข้อตกลงทั้ง 2 ประการ ทำให้ JKN ใช้เม็ดเงินลงทุนในดีเอ็น บรอดคาสท์ ทั้งสิ้นประมาณ 1,060 ล้านบาท โดยไม่ได้รับมูลค่าหนี้ทั้งหมดแต่อย่างใด
แม้ที่ผ่านมา ดีเอ็น บรอดคาสท์ จะมีการขาดทุนต่อเนื่องทุกปีก็ตาม
จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ดีเอ็น บรอดคาสท์ มีรายได้และขาดทุนย้อนหลังห้าปีดังนี้
2557 14.36 ล้านบาท ขาดทุน 425.92 ล้านบาท
2558 75.21 ล้านบาท ขาดทุน 741.15 ล้านบาท
2559 84.26 ล้านบาท ขาดทุน 636.89 ล้านบาท
2560 124.30 ล้านบาท ขาดทุน 461.74 ล้านบาท
2561 117.63 ล้านบาท ขาดทุน 401.92 ล้านบาท
2562 124.20 ล้านบาท ขาดทุน 267.28 ล้านบาท
การที่ JKN ทุ่มเม็ดเงิน 1,060 ล้านบาท เข้าซื้อ New18 มาจาก
1. JKN มองเห็นโอกาสในการต่อยอดรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับการยกระดับคอนเทนต์ที่มีอยู่ของ JKN จากช่องดาวเทียม JKN TV สู่ทีวีดิจิทัล
การมองเห็นโอกาสส่วนหนึ่งมาจากในเดือนมีนาคม 2564 JKN ทดลองตลาดด้วยการเช่าเวลาออกอากาศของ New18 เพื่อทดลองนำคอนเทนต์ใน JKN TV เข้ามาออนแอร์ใน New18 ซึ่งคาดว่าผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
2. New18 เป็นช่องทางสำคัญที่จะเสริมศักยภาพธุรกิจคอมเมิร์ซของ JKN จากการขายสินค้าและโฆษณาในรูปแบบ TV Home Shopping เพื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ สร้างรายได้ 5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของรายได้ทั้งหมด ภายในปี 2566 เพื่อสร้างขาธุรกิจให้แข็งแรงจากรายได้ในธุรกิจคอมเมิร์ซ และคอนเทนต์ กลุ่มละ 50% ตามเป้าหมายในการมุ่งสู่ Content Commerce Company
โดยปัจจุบัน JKN สินค้าในกลุ่มคอมเมิร์ซของ JKN ประกอบด้วย สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และกลุ่มอุปโภคบริโภค ประกอบด้วยอาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นกลุ่มที่จักรพงษ์มองว่ามีศักยภาพสูง
ส่วนรายได้ของ JKN ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีรายได้และกำไรรายงานกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนี้
2560 1,155.58 ล้านบาท กำไร 187.67 ล้านบาท
2561 1,422.61 ล้านบาท กำไร 227.68 ล้านบาท
2562 1,710.75 ล้านบาท กำไร 252.81 ล้านบาท
2563 1,682.87 ล้านบาท กำไร 312.47 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านั้น New18 เคยเกือบปิดดีลกับกลุ่มสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ในเดือนธันวาคม 2563 แต่ดีลในครั้งนั้นคาดว่าไม่ลงตัวทำให้ New18 ต้องหาผู้ถือหุ้นใหม่ เพื่อพยุงธุรกิจและได้ JKN เป็นผู้ถือหุ้นใหม่แทน


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน