ในปี 1961 John F. Kennedy ได้เยี่ยมสำนักงานใหญ่ของ NASA เป็นครั้งแรก เขาได้เยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของ NASA และได้พบกับภารโรงคนหนึ่ง เขาได้แนะนำตัวเองกับภารโรง และถามเขาว่าเขาทำหน้าที่อะไรที่ NASA

ภารโรง ตอบว่า “ผมช่วยพาคนขึ้นไปดวงจันทร์ ท่านประธานาธิบดี”

นี่คือตัวอย่างของ วัฒนธรรมองค์กรที่ถูกส่งผ่านออกมาสู่แบรนด์ ภารโรงเข้าใจว่าเขา คือส่วนสำคัญของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้คนทำความสะอาดให้ NASA แต่เขาคือ NASA…

เมื่อคนเข้าใจในภารกิจของบริษัท และ บริษัทเชื่อมั่นในคน สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น โดยไม่ต้องผลิตจรวจแบบ NASA ด้วยซ้ำ

 

สถานการณ์แรงงานในปัจจุบัน

“มีเพียง 13% ของพนักงาน มีส่วนร่วมกับงานที่ทำ”Gallup

“ชาวมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะเลือกงานที่มีคุณค่ามากกว่างานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า” Forbes

 

 

ไม่ใช่คนยุคมิลเลนเนียลที่ย้ายงาน

จากตัวเลขจะเห็นได้ว่า กลุ่มอายุตั้งแต่ 24 ลงไป จนถึงอายุ 54 ปี มีสัดส่วนการย้ายงานที่ใกล้เคียงกันมาก ในขณะที่คนอายุ 55 ขึ้นไป ตัวเลขลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่เปลี่ยนงาน วัยกลางคนก็เปลี่ยนด้วย เช่นกัน

 

สาเหตุหลักที่ทำให้คนอยากเปลี่ยนงาน

“54% ของพนักงาน คิดว่า องค์กรของตัวเอง ไม่มีความทะเยอทะยานนอกจากแค่ ‘ทำเงิน’ “Deloitte

“ไม่เชื่อใน ความเป็นผู้นำ ขาดความโปร่งใส โอกาสก้าวหน้าน้อย ไม่รู้สึกถึงคุณค่าในงานที่ทำ และ ผลตอบเทนไม่ยุติธรรม” Oracle

 

แล้วแบรนด์จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ยังไง
ถ้ายังทำให้พนักงานเชื่อไม่ได้เลย?

สิ่งที่หลายบริษัทคิดไม่ถึงคือ กำไรมาจากการเติบโต การเติบโตมาจากนวัตกรรม นวัตกรรมมาจากพนักงานที่มีความสามารถ และพนักงานที่มีความสามารถ มักอยู่กับบริษัทที่พวกเขาไม่เชื่อ ได้ไม่นาน

ฉะนั้นบริษัทควรต้องปรับเรื่องที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ความเชื่อ และความหมายของงานที่ทำ .. ซึ่งเป็นสิ่งที่คนที่มีความสามารถต้องการ

 

Muslow Pyramid กับการทำงาน

หากเปลี่ยน Muslow Pyramid เป็นความต้องการของพนักงาน จะได้พีระมิดลักษณะนี้

ขั้นที่ 1 บริษัทต้องอยู่รอด มีกำไร มีการเติบโต
ขั้นที่ 2 มีความมั่นคงในการทำงาน ประกันสังคม ประกันต่างๆ
ขั้นที่ 3 สังคมและเพื่อนร่วมงานที่ดี
ขั้นที่ 4 งานที่ทำได้รับการยกย่อง
ขั้นที่ 5 เข้าใจศักยภาพของตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ตัวเองทำแล้วเกิดความหมายต่อโลก

หากยกตัวอย่าง ภารโรงของ NASA ในตอนแรก ก็จะพบว่าถึงแม้เขาจะไม่ได้มีบทบาทในการผลิตจรวด แต่เขาเป็นส่วนสำคัญขององค์กร และถ้าองค์กรไม่สร้างความต้องการให้ครบตั้งแต่ขั้นที่ 1 เขาก็จะไม่มีวันบรรลุความต้องการขั้นสุดท้ายได้

 

Purpose VS Profit

บริษัทส่วนใหญ่ใช้การตลาดในการดึงคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน แต่ไม่ว่าข้อเสนอจะน่าเย้ายวนขนาดไหน ถ้ามันไม่บรรลุความต้องการที่แท้จริง สุดท้ายพนักงานก็ไป.. เพราะที่ใหม่มีโอกาสได้เงินมากขึ้น 15%, การย้ายงานบ่อยไม่ใช่เรื่องแปลก และทำให้ประวัติเสียเท่าสมัยก่อน

ในขณะที่บริษัทที่ใช้ Purpose เป็นที่ตั้ง สามารถแก้ปัญหาได้ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการหาพนักงานที่มีความสามารถ รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อพนักงาน อัตรา Turnover ของพนักงานเก่งๆ ลดลง 40% และ อัตรา Turnover โดยรวมลดลงถึง 17%

ในขณะที่เทคโนโลยีและสินค้าสามารถเลียนแบบกันได้ แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้

 

ที่มา : Mabbly

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer