การส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างจริงจังของรัฐบาลจีน ทำให้แบรนด์เทคโนโลยี “แดนมังกร” ทั้งที่เป็น Hardware และ Software โตแบบก้าวกระโดดได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ถึงขนาดว่า Gadget หรือแอปไหนที่สหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกมี ในจีนก็มีตามมาในเวลาไม่นาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Didi แอปเรียกแท็กซี่จีนรายใหญ่

ล่าสุด Didi กำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยการยื่นเอกสารทำ IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แล้วทำไมเป็น “เมืองลุงแซม” แทน “แดนมังกร” บ้านเกิด ข้างล่างนี้มีคำตอบ

เกิดและโตในจีนแต่ทนกฎเข้มไม่ไหว จนต้องไประดมทุนในสหรัฐฯ

Didi ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ในชื่อ Didi Dache โดย Cheng Wei เซลส์ของ Alibaba ที่พัฒนาตนเองจนได้ขึ้นเป็นผู้บริหารหนุ่มสุดของ E-commerce แห่งนี้ ซึ่งเห็นช่องทางทำธุรกิจผ่านข้อติดขัด (Pain Point) ในการพลาดเครื่องบินบ่อย ๆ เพราะหาแท็กซี่ไปส่งยังสนามบินไม่ได้

cheng-wei DidiCheng Wei

หลังตลาดแอปเรียกแท็กซี่ในจีนโต Didi Dache ก็ขึ้นเป็นหนึ่งในเบอร์ใหญ่ตลาด และมี Kuaidi Dache เป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันตลอด พอปี 2016 ทั้งสองบริษัทก็ควบรวมกิจการกัน ภายใต้ชื่อ Chuxing หรือที่เรียกสั้น ๆ ในหมู่ชาวจีนว่า Didi

Didi Hq

การ ‘รวมร่าง’ ดังกล่าวทำให้ Didi ภายใต้การบริหารของ Cheng Wei ใหญ่แบบไม่มีใครเทียบจน Uber ต้องขายธุรกิจในจีนให้และถอนตัวจากจีนไป โดยถัดจากนั้น Didi ก็รุกตลาดแอปเรียกแท็กซี่ในประเทศใหญ่ ๆ เช่น บราซิล ผ่านการซื้อกิจการ และมีให้บริการอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ไต้หวันไปถึงแอฟริกาใต้  

Didi หน้าเปิด

ส่วนตลาดในจีนก็ต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่น ส่งของ และส่งอาหาร หรือแม้กระทั่งบริการเฉพาะคนขับ ใกล้เคียงกับบริษัทในธุรกิจเดียวกันของประเทศอื่นๆ  โดยแม้ช่วงวิกฤตโควิดคุกคามจีนอย่างรุนแรงเมื่อปี 2020 ส่งผลกระทบต่อ Didi อย่างมาก แต่หลังสถานการณ์ทุเลา Didi ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ไตรมาสแรกปีนี้ Didi ทำเงินได้ 837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 ล้านบาท) โตจากไตรมาสแรกปี 2020 ถึง 107% และเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวว่า Didi เตรียมทำ IPO ในสหรัฐฯ ตามบริษัทร่วมชาติหลายแห่งที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ท่ามกลางรายงานว่าปีนี้มีบริษัทจีนข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำ IPO ในสหรัฐฯ มากสุดในรอบ 20 ปี

IPO Didi

ล่าสุด Didi ได้ยื่นเอกสารและข้อมูลจำเป็นให้คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และการซื้อขายหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมพร้อม IPO ในปีนี้

ท่ามกลางคาดการณ์ว่า Didi จะระดมทุนผ่าน IPO ได้ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 310,000 ล้านบาท) และจะดันมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 ล้านล้านบาท)

IPO-Tech didi

หากตรงตามคาดนี่จะเป็น IPO ‘ใหญ่’ สุดของบริษัทเทคโนโลยีจีน นับจาก IPO มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 777,000 ล้านบาท) ของ Alibaba เมื่อปี 2014  

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Didi เลือกมา IPO ในสหรัฐฯ แทนตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้หรือเซินเจิ้น หรือแม้แต่ในฮ่องกง เพราะต้องการเลี่ยงกฎระเบียบที่เข้มงวดและมาตรการควบคุมที่ ‘เข้ม’ ขึ้นของรัฐบาลจีนเพื่อปรามบรรดายักษ์เทคโนโลยีไม่ให้ใหญ่เกินไป จนกล้าท้าทายอำนาจหรือวิจารณ์รัฐบาลเหมือนที่ Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba ทำเมื่อปลายปีก่อน

Alibaba Didi

นอกจาก Alibaba แล้วยักษ์เทคโนโลยีจีนบริษัทอื่น ๆ ทั้ง Tencent Pinduoduo และ Meituan ก็เผชิญมาตรการปรามเช่นกันด้วย โดยในจำนวนนี้ CEO บางบริษัทที่ทนแรงกดดันไม่ไหวถึงกับขอลดบทบาทผ่านทั้งลาออกหรือส่งไม้ต่อให้เบอร์รอง ๆ ขึ้นมาบริหารแทน 

การหนีบ้านเกิดไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ Didi เลือกมาทำ IPO ในสหรัฐฯ โดยการมีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์บริษัท ช่วยเรื่องสภาพคล่องและสามารถระดมทุนได้มากกว่าตลาดหุ้นจีนอีกด้วย

App เรียกรถ Didi

ยังมีอีกประเด็นที่น่าจับตามองในการเตรียม IPO ของ Didi ครั้งนี้ โดยไม่นานมานี้มีรายงานว่า Grab และ GoJek (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น GoTo หลังรวมกับ Tokopedia) ก็เตรียม IPO ที่สหรัฐฯ ในปีนี้เช่นกัน ซึ่งถ้าทั้ง 3 บริษัททำสำเร็จ คงกระตุ้นตลาดแอปเรียกรถในเอเชียคึกคักเป็นอย่างมาก/cnn, cnbc, wikipedia, scmp



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน