ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณจะเห็นคำว่าเทรนด์ในปี 2016 แตกต่างกันออกไป เพราะผู้เขียนแต่ละคนก็มาจากหลายอาชีพ หลายจุดประสงค์ ซึ่งบทความนี้นำมาจาก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทรนด์ “Daniel Levine”
ซึ่งจุดประสงค์การบรรยายของ Daniel คือการมอบไอเดียที่ถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้ โดย 15 เทรนด์ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีดังนี้
1.Green & Natural – รักษ์โลก
เราอยู่ในยุคที่ทุกคนอยากดูแลรักษาโลก อยากลดการใช้ทรัพยากร อยากทำให้โลกสะอาดขึ้น ซึ่งสำหรับธุรกิจการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เช่น ปิดไฟตอนเที่ยง เป็นสิ่งที่ดี แต่มันเล็กน้อยเกินไปที่จะส่งผลให้องค์กรเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นหากอยากนำเทรนด์นี้ไปใช้ คุณต้องนำ Green&Natural เข้ามารวมกับสินค้า และบริการให้ได้
ยกตัวอย่าง
-Temple Club คือดิสโก้แห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก ทีเปลี่ยนฟลอร์เต้นรำให้เป็นโรงงานไฟฟ้า โดยทุกครั้งที่คุณเต้น สปริงด้านล่างจะขยับและสร้างไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ในคลับนั้น ซึ่งเทคโนโลยี Kinetict มีมานานแล้ว แต่การเอามาใช้ในในลักษณะนี้ เป็นไอเดียที่แหวกแนวสุดๆ และที่สำคัญวัยรุ่นชอบมันมากเสียด้วย เพราะมันคือการเปลี่ยนการเต้นที่สิ้นเปลืองสู่พลังงานที่ใช้ได้จริงมากขึ้น

นอกจากนั้นประเทศอย่าง Iceland ก็มีการผลิตไฟฟ้าใช้เอง 100% ซึ่งผลิตจากวิธีการที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอีกด้วย หรืออย่างในกรณีของจีนที่ประสบกับปัญหามลพิษในอากาศก็นำพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เห็นได้จากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังในการรักษาโลก
“ถ้ามีสินค้าที่เหมือนกัน 90% ของผู้บริโภคจะเลือกสินค้า Green Product ก่อน”
2.Social Responsibility – ความรับผิดชอบต่อสังคม
ข้อนี้ไม่ต้องขยายความอะไรมาก เพียงแต่ CSR ที่คุณทำควรจะต้องทำเป็นโมเดลที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การมอบสิ่งของแล้วก็จบ ลองดูตัวอย่างแบรนด์เหล่านี้
Toms – แบรนด์รองเท้าที่จะมอบรองเท้าใหม่ 1 คู่ เมื่อคุณซื้อรองเท้า 1 คู่จาก Toms … ไอเดียง่ายๆ One For One แต่ทรงพลังจนพลิกแบรนด์ได้ และที่สำคัญรองเท้าที่มอบให้เด็ก ไม่ใช่ของห่วยๆ แต่เป็นของที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

Life Saving TV – ในเกาหลีใต้ ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่คนเดียว ดังนั้น KT เครือข่ายมือถือของเกาหลี จึงพัฒนาสัญญาณของทีวีให้พิเศษยิ่งขึ้น โดยเมื่อผู้สูงอายุตื่นมาตอนเช้าและเปิดทีวี ระบบจะส่งข้อความไปยังมือถือของลูกๆ ว่าพ่อแม่ของพวกเขาตื่นแล้ว แคมเปญนี้มาจาก Insight ล้วนๆ ที่ทราบถึงปัญหาของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต… ไม่ต้องพัฒนาเครื่องมืออะไรให้ยุ่งยาก ใช้ได้ทันที ไม่ต้องปรับตัว
3.Local Authencity – ของดีในท้องถิ่น
ในทุกชุมชน มักจะมีภูมิปัญญาเป็นของตัวเองอยู่แล้ว หากสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แบรนด์ของคุณก็จะมีคุณค่ายิ่งขึ้น ช่วยสังคมให้อยู่ได้ ซึ่งถ้าจะให้ดี ของชิ้นนั้นต้องผลิตแห่งเดียวบนโลกจริงๆ
ลองดูแบรนด์ไทย The Wai Slik Company แบรนด์ไทยที่ไหมจากโคราชมาถักทอด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาแบรนด์ให้เป็นอินเตอร์

4.Heritage&Craftmanship – งานฝีมือ และมรดกตกทอด
แปลให้เข้าใจง่ายๆก็คือ งาน Handmade ทั้งหลาย ที่ก๊อปยังไงก็ไม่เหมือน หากเป็นสินค้าที่เก่าแก่ หรือหรูหรามากๆ การใส่เรื่องราวเหล่านี้เข้าไปช่วยเพิ่มมิติให้กับสินค้าและแบรนด์ได้ เช่น โฆษณาของ Tag Heuer และ Gucci Luxury Brand ที่พยายามบอกเรื่องราวของแบรนด์ที่ทุกคนไม่รู้
5.Health – สุขภาพ
เทรนด์นี้ก็ไม่ต้องอธิบายสรรพคุณอะไรมาก เพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญมากขึ้น ขอยกตัวอย่างที่ Contrast กันมากๆ อย่าง Coca Cola Life น้ำอัดลมชื่อดังที่เปลี่ยนการใช้น้ำตาลเป็นหญ้าหวานที่ดีต่อสุขภาพ, เบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอลล์, กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน หรือบุหรี่ไฟฟ้า.. ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็ไม่ได้พัฒนาสุขภาพสักเท่าไหร่ แต่ที่มันขายได้ก็เพราะผู้คนหันมาตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น
6.Monitoring Ourselves – สำรวจตัวเอง
ผู้คนหันมากลับมามองตัวเองมากขึ้น อยากรู้ความเคลื่อนไหวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นอุปกรณ์อย่าง Smart Watch หรือ Tracking Devices ต่างๆ ถึงขายดิบขายดีในช่วง 1-2 ปีทีผ่านมา เทรนด์เหล่านี้กำลังเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้บริโภคอยากรู้ข้อมูลของตัวเองมากที่สุด ลองดูตัวอย่างล้ำๆได้เลย

คอนแทคเลนส์เช็คเบาหวาน – สิทธิบัตรของ Google ชิ้นนี้คือการพัฒนาคอนแทคเลนส์ให้ตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งในชั้นเลนส์จะมีเซนเซอร์ที่วัดเบาหวานจากน้ำตาของเรานั่นเอง จากนั้นข้อมูลทุกอย่างก็จะเข้าสู่แอพของคุณ
7.Transparency – ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
ทุกธุรกิจต้องมีความลับที่บอกไม่ได้ แต่ปัจจุบันอะไรที่บอกแล้วเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคต้องบอกให้หมด และต้องตรวจสอบได้ด้วย คุณจะเห็นได้จากธุรกิจส่งสินค้าที่เปิดโอกาสให้คุณเช็คสินค้าได้ว่าอยู่ที่ไหน หรือ Uber ที่มีการให้คะแนนคนขับ และผู้โดยสาร เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ
Harney Sushi – ซูชิร้านนี้จะมี QR Code ที่ทานได้บนเนื้อปลา เพื่อที่คุณจะรู้ว่าปลาที่คุณกินนั้นมาจากที่ไหน สะอาดหรือไม่ ขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร
8.Meaningful connections – การเชื่อมต่อของผู้บริโภค
ผู้บริโภคต้องการเชื่อมต่อมากขึ้น เรื่องพื้นฐานที่สุดก็คือ Free WiFi ตามร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือถ้าจะลึกซึ้งกว่านั้น เช่นในโรงแรมสมัยใหม่ จะมีโต๊ะตรงกลางล็อบบี้ให้คนมานั่งทำงานร่วมกันเงียบๆ หรือการกิจกรรมอ่านหนังสือด้วยกันเงียบๆ ในวันอาทิตย์ พออ่านเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน หรือ Co-Working Space ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายอาชีพมารวมกัน
Match Maker Cafe – คาเฟ่ที่เปิดโอกาสให้คุณไปนั่งทานกาแฟ พร้อมบอกเล่าสเป็คของคู่ครองที่อยากได้ พนักงานของร้านก็จะเก็บประวัติไว้ เมื่อเจอคนที่ใช่ร้านก็จะนัดคุณทั้งคู่มาทานกาแฟร่วมกัน เหมือนเป็น Tinder ในแบบฉบับร้านกาแฟที่ดูเป็นมิตร และคลาสสิคเอามากๆ

9.Technological Connections – เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อชีวิตเรา
สรุปง่ายๆก็คือ Internet of Things ทั้งหลายที่พยายามเชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกอย่างเข้าด้วยกัน จนปัจจุบันผู้เขียนมั่นใจได้ว่า เกือบทุกอุปกรณ์ในบ้านมีคนทำให้มันเชื่อมอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ไล่ตั้งแต่ ตะเกียบ แปรงสีฟัน ที่ให้อาหารหมา กระจก ตู้เย็น ไฟจราจร บิลบอร์ด… คุณลอง Search คำว่า Smart อะไรสักอย่างก็ได้ มีเกือบหมด
10.Uniqueness – เอกลักษณ์
อีกเทรนด์ที่มาแรงในปีนี้ และแบรนด์ไทยก็ใช้กันเยอะ การทำสินค้าให้มีชิ้นเดียวในโลกทำให้ผู้บริโภค อยากได้สินค้าของคุณ แต่ก่อนจะทำให้เป็น Uniqueness คุณต้องแน่ใจว่ามันมีคุณค่ามากพอ อาจจะต้องมีความ Green, Local หรือ Social Responsibilities ด้วยถึงจะควรค่าแก่การครอบครอง แบรนด์อย่าง Freitag ชัดเจนมากในจุดนี้

11.Personalisation – สำหรับฉันโดยเฉพาะ
การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างสินค้าสำหรับตัวเอง (User Generated Content ) ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าชิ้นนี้คือเรา สร้างมาเพื่อเราโดยเฉพาะ ราคาสินค้าและบริการเหล่านี้
บริการอย่าง Nike ID, Nanyang Kraftka หรือ Uniqlo UTme ทำมาเพื่อเทรนด์นี้ทั้งสิ้น

12.Simplicity – ความเรียบง่าย
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นสิ่งที่ธุรกิจดังๆในโลกทำกัน เพราะไม่มีผู้บริโภคคนไหนชอบรายละเอียดซับซ้อน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแอพลลิเคชั่นสมัยนี้ต้องทำให้เรียบง่าย แบรนด์อย่าง iPhone ตอนแรกจึงมีแค่ปุ่มเดียว และทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุด หรือหน้า Homepage ของ Google ก็ยังเรียบง่ายถึงปัจจุบัน
13.Quick & Easy – รวดเร็วทันใจ
เทรนด์ข้อนี้คล้ายๆกับข้างต้น แต่ Quick and Easy คือการดีไซน์สินค้าและบริการให้รวดเร็วและง่ายที่สุด การทำ One Stop Service จึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ควรทำ ในอดีตผู้คนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้เท่าไหร่ อย่างตอนที่ ATM ถูกสร้างครั้งแรกในปี 1967 ต้องใช้เวลาหลายสิบปี กว่าผู้บริโภคจะเข้าใจ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคพร้อมเรียนรู้เต็มที่เพื่อความสะดวกสบาย
14.Entertainment – ความบันเทิง
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่ชอบความบันเทิง เพราะทุกอย่างในชีวิตที่เราสนใจ ก็เป็นเรื่องบันเทิงทั้งนั้น สำหรับธุรกิจการนำความบันเทิงมาใช้ทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าได้มากขึ้น ยกตัวอย่างโชว์รูมออดี้ ที่ไม่มีรถให้เห็นสักคัน หรือแม้แต่ในงาน Mobile World Congress ที่ Facebook กับ Samsung เอาเทคโนโลยี VR มาสร้างประสบการณ์ให้ทุกคนได้เห็น
15.Flashy Wealth – ความมั่งคั่ง
เทรนด์สุดท้าย Daniel Levine อธิบายสั้นๆ แต่ผู้เขียนอนุญาตเอาจากเว็บไซต์ของ Daniel มาขยายความต่อให้ฟัง ความมั่งคั่งในอดีตวัดได้จากทรัพย์สิน แต่ปัจจุบันความมั่งคั่งต้องหรูหราเข้าไว้ และโชว์ออฟให้โลกได้รู้ สินค้าที่เวอร์วังอลังการสามารถขายให้กับคนรวยระดับโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นมือถือทองทำ กระเป๋าที่ราคาเป็นล้าน หรือประสบการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่สุดยอดมากๆ ก็ยังเจาะตลาดกลุ่มนี้ได้
เทรนด์ทั้ง 15 ข้อนี้ เป็นเพียงการรวบรวมเอาไอเดียต่างๆ ที่มีอยู่บนโลก มาจัดหมวดหมู่ให้คุณเห็นภาพรวมมากขึ้น ฉะนั้นหากคุณอยากรู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ อยู่ในเทรนด์โลกรึเปล่า ก็ลองนั่ง Check Lists ทีละข้อเลยก็ได้ว่ามีอะไรบ้างที่เราอยู่ในเทรนด์ มีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องใช้เวลานั่งกับตัวเองอย่างจริงจัง และนึกถึงเทรนด์เหล่านี้ มองให้เห็นภาพ เพราะหากคุณแค่อ่านฟังสัมมนาจบ อ่านบทความนี้จบ แล้วไม่ลงมือทำอะไรเลย สุดท้ายเทรนด์ทั้ง 15 ข้อนี้ก็หายไป ตัวคุณก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง
ที่มา : Workshop โดย M Academy “The Profitable Secrets of Trends by Daniel
