น้ำมันกับน้ำหนัก อย่างไหนขึ้นเร็วกว่ากัน

ก่อนนั้นเราอาจจะบอกว่าน้ำหนัก แต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนบอกว่าน้ำมัน

เมื่อน้ำมันขึ้นราคาเร็ว และแพงขึ้นจนเงินในกระเป๋าสตางค์เราเริ่มสั่นคลอน จากเมื่อก่อนเราเติมน้ำมัน 1,000 บาท ได้เกือบเต็มถัง ส่วนวันนี้ 1,000 เหมือนกัน แต่ทำไมได้แค่ครึ่งถังก็ไม่รู้

เมื่อน้ำมันแพงอย่างนี้เราเลยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าประเทศไทยใช้รถไฟฟ้าที่เป็นรถไฟฟ้าใช้พลังงานแบตเตอรี่ 100% จะทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันลดลงหรือเปล่า

เพราะในปัจจุบันข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานพบว่า ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2564 ไทยใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยวันละ 28.53 ล้านลิตร ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา 7.3%

น้ำมันดีเซล 61.95 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 4.9%

 

แต่ถ้ามองเฉพาะเดือนสิงหาคม 2564

เราใช้เบนซินเฉลี่ยวันละ 24.52 ล้านลิตร

ดีเซล 53.27 ล้านลิตร

สาเหตุการใช้น้ำมันลดลงคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จำกัดการเดินทางจากมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการชะลอตัวเศรษฐกิจในประเทศ

 

แต่ถ้าประเทศไทยเริ่มกลับมาใช้ชีวิตเดินทางตามปกติ การใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรถส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังคงใช้น้ำมันเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ให้ทำงาน

 

ส่วนรถ BEV หรือรถที่ใช้ไฟฟ้า 100% ยังถือเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมรถไทยอยู่ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ที่ยังไม่มีการใช้งานแพร่หลายในไทย จากจำนวนรุ่นรถที่เข้ามาทำตลาดน้อยและข้อจำกัดต่าง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยพบว่า ไทยมีรถ BEV สะสมจนถึงสิงหาคม 2564 เพียง 9,060 คัน

แบ่งเป็น

รถยนต์ 3,446 คัน

มอเตอร์ไซค์ 5,229 คัน

รถตุ๊กตุ๊ก หรือรถสามล้อ 258 คัน

รถโดยสาร 126 คัน

และ รถบรรทุก 1 คัน

 

และถ้าให้นับเฉพาะรถไฟฟ้า BEV ที่จดทะเบียนในปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม 2564) ในประเทศไทยมีรถ BEV จดทะเบียนใหม่ 3,506 คัน

แบ่งเป็น

รถยนต์ 1,242 คัน

มอเตอร์ไซค์ 2,235 คัน

รถตุ๊กตุ๊ก หรือรถสามล้อ 24 คัน

รถโดยสาร 4 คัน

และรถบรรทุก 1 คัน

และเป็นไปได้ว่าสิ้นปีนี้รถ BEV จะเติบโตถึง 210-288% จากปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ 4,000-5,000 คัน จากการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเมื่อเดือนเมษายน 2564

 

การเติบโตนี้มาจาก

1. รถ BEV แบรนด์จากจีนเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ทำให้ราคารถ BEV มีราคาถูกลงและจับต้องได้ง่ายขึ้น จากข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน ที่ทำให้รถนำเข้าจากจีนไม่เสียภาษีเหมือนรถ EV จากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษี 80% ของราคาประเมิน

2. ผู้บริโภคมีการรับรู้และเชื่อมั่นในเทคโนโลยี BEV มากขึ้น

3. สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น

4. น้ำมันราคาแพงทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถคันใหม่เป็นรถ BEV เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

5. ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนใหญ่สุดในตลาดรถ BEV มีการพัฒนาและเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบรนด์ฟู้ดเดลิเวอรี่บางแบรนด์มีการสนับสนุนไรเดอร์ให้ใช้รถ BEV จากโครงการเช่าขับอีกด้วย

 

แต่ความท้าทายที่สำคัญของตลาดรถ BEV นอกเหนือจากความไม่มั่นใจในการใช้งานระยะยาวของผู้บริโภคแล้ว ยังประกอบด้วยจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้ายังมีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าเมื่อไฟฟ้าที่อัดประจุในรถหมด จะสามารถอัดประจุไฟฟ้าได้ที่ไหน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในปี 2565 เราจะได้เห็นรถ BEV วิ่งบนท้องถนนไทยมากขึ้น เนื่องจากกระทรวงการคลังมีการวางแผนมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมใช้รถไฟฟ้าในไทย ซึ่งมาตรการนี้เราอาจจะได้เห็นประกาศใช้อย่างชัดเจนในวันที่ 1 มกราคม 2565

และถ้าประเทศไทยมีรถ BEV วิ่งบนท้องถนนมากขึ้น แม้น้ำมันจะปรับตัวขึ้น เราก็คงจะไม่รู้สึกว่า น้ำมันรถแพงอีกต่อไป



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน