จีน จากประเทศล้าหลัง สู่การเป็นมหาอำนาจที่ยืนหนึ่งในทุกด้าน (วิเคราะห์)

ปีหน้าอินเดียจะขึ้นเป็นประเทศประชากรมากสุดในโลก แทนจีนที่รั้งตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนาน แต่จีนก็คงจะไม่เสียใจและใส่ใจมากนัก

เพราะต้องทุ่มเทให้กับการสานต่อแผนยืนหนึ่งในทุกๆ ด้านที่เริ่มมาแล้วหลายปีและกำลังเห็นผล เพื่อสามารถขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกประเทศใหม่ตามที่ตั้งเป้าไว้ต่อไป

จากประเทศใหญ่แต่กลับตามหลังประเทศอื่นๆ แทบทุกด้านในอดีต ปัจจุบันจีนมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก จนขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ในเวทีโลก พร้อมภาพจำในฐานะประเทศประชากรมากสุดในโลก

ทว่ายักษ์เอเชียตะวันออกกำลังจะเสียแชมป์ด้านประชากร โดยสหประชาชาติคาดการณ์ว่า 15 พฤศจิกายนนี้ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน จากนั้นในปีหน้าอินเดียจะแซงจีน ขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากสุดในโลกด้วยจำนวนประชากรประมาณ 1,400 ล้าน

 

เสียแชมป์ประชากรมากสุดแค่เรื่องเล็ก เพราะตั้งเป้าขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก

Rana Mitter นักวิชาการชาวอังกฤษเชื้อสายเอเชียใต้ประจำมหาวิทยาลัย Oxford ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษาและจีนร่วมสมัยที่มีหนังสือเกี่ยวกับประเด็นจีนออกมาแล้วหลายเล่ม ให้ทัศนะผ่านบทความใน The Guardian หนังสือพิมพ์เก่าแก่ของอังกฤษว่า การถูกอินเดียแซงเรื่องจำนวนประชากรคงไม่ทำให้จีนสะเทือนนัก

เพราะมีเป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกให้ได้ตามนโยบายของรัฐบาลจีนชุดต่างๆ ที่ส่งไม้ต่อกันเป็นทอดๆ และกำลังปรากฏชัดในยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

ไม่กี่ปีมานี้เศรษฐกิจจีน พัฒนาแบบก้าวกระโดด พร้อมพัฒนาการของอุตสาหกรรมมากมาย เช่น ยานยนต์ เทคโนโลยี อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ และโทรคมนาคม โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นในการป้อนตลาดในประเทศ และต่อยอดสู่การรุกตลาดในต่างประเทศ

ความสำเร็จของแบรนด์จีน ยืนยันได้จากการที่ Alibaba และ Huawei ขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลก ขณะที่ TikTok ก็ขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญในวงการ Social Media ที่ทำให้ Facebook ต้องลำบากใจ

ส่วนในด้านโทรคมนาคมบริษัทจีนก็ขยายกิจการเข้าไปประเทศแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ที่ต่างก็อยากมีการเครือข่ายระบบ 5G ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ

ด้านเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปถึงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศด้วย จีนยังคงใส่เกียร์เดินหน้า One Belt One Road โครงการขนาดมหึมาพาดข้ามโลกเพื่อเชื่อมจีนกับยุโรปเข้าด้วยกัน

ซีรีส์ปรมาจารย์ลัทธิมาร

นอกจากนี้จีนยังทยอยขยายอิทธิพลผ่านวัฒนธรรมและสื่อบันเทิงหรือที่เรียกอำนาจอ่อน (Soft power) ด้วย โดยมีรายงานว่า ซีรีย์แนวกำลังภายในยุคใหม่อย่าง The Untamed (ใช้ชื่อไทยว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร) เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เช่น เคนย่า

Rana Mitter

Rana Mitter วิเคราะห์ว่า จีนจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้ต่อไป แต่ก็คงจะสามารถมีอิทธิพลเหนือกลุ่มประเทศยากจนหรือด้อยพัฒนาที่ต้องการเงินทุน และการลงทุนจากจีนเท่านั้น และถ้าจีนยังคงใช้ไม้แข็งกับฝ่ายที่เห็นต่างหรือประเทศที่ต่อต้าน ที่สุดก็จะเกิดย้ายข้างไปหาบรรดาขั้วอำนาจตะวันตก หรือพันธมิตรของสหรัฐ ที่ดำเนินนโยบายผ่อนปรนกว่าอยู่ดี

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

ดังนั้นแม้จีนสามารถขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ และมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลกได้ พร้อมขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลกได้ในอนาคต และไม่หยุดเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกเพื่อให้รู้เขารู้เรา ผ่านการส่งคนในประเทศไปเล่าเรียนในประเทศตะวันตก เหมือนที่ตัวประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เองก็ส่งลูกสาวไปเรียนในสหรัฐ

แต่หากจีนอยากขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกอันดับหนึ่งแทนสหรัฐ และเลื่อนจากอันดับ 8 ในด้าน Soft power ในปัจจุบัน ก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีให้อ่อนลงบ้าง แบบที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกอย่าง ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ประสบสำเร็จสุดๆในเรื่อง Soft power และยังสามารถต่อยอดธุรกิจได้ไม่รู้จบ  

ไม่ใช่ควบคุมด้านวัฒนธรรมกับสังคมอย่างเข้มงวด และจนไม่ยอมให้สิ่งที่เห็นว่าผิดปกติใดๆ ล้ำเส้นเข้ามาได้เลยแบบที่จีนเป็นอยู่

Rana Mitter ให้ทัศนะเพิ่มเติมอีกว่า แม้อินเดียขึ้นเป็นประเทศประชากรมากสุดในโลกแซง จีน และคงทิ้งห่างมากเรื่อยๆ โดยที่ในอนาคต จำนวนประชากรในอินเดียจะเพิ่มเป็น 1,600 ล้านคน สวนทางกับจีนที่ลดลงไปอยู่ที่ 1,300 ล้านคน แต่อินเดียจะยังคงถูกจีนทิ้งห่างต่อไป

เพราะอินเดียมียังมีปัญหาเรื่องยากจนกับความเหลื่อมล้ำ และการมีประชากรเพิ่มขึ้นจนมากสุดโลกก็จะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงขึ้น / theguardian

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน