Otteri ถึงเวลาสู้ศึกร้านสะดวกซักด้วยโมเดล Otteri Ready to Go พิชิตใจผู้บริโภคด้วยการสร้างแบรนด์ (Branding)
เดือดยิ่งกว่าอากาศก็การแข่งขันใน “ตลาดแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก” ที่ปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้าน และอัตราการเติบโตราว 20-30% ต่อปี ทั้งยังมีผู้เล่นหน้าเก่าหน้าใหม่เข้ามาชิงส่วนแบ่งมากมาย
ในสมรภูมิดังกล่าว “Otteri wash & dry” หรือ อ๊อตเทริ แบรนด์ร้านสะดวกซักสัญชาติไทยยังคงครองความเป็นเบอร์หนึ่งทั้งในมิติของยอดขายที่ครองส่วนแบ่งของตลาดมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนเกินกว่า 30% และมิติของการสร้างแบรนด์ ที่สามารถครองใจผู้บริโภคด้วยการคว้ารางวัล No.1 Brand Thailand 2024 แบรนด์ร้านสะดวกซัก (Laundromat) ยอดนิยมอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค ติดต่อกันเป็นปีที่ 2
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด การตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ทุกแบรนด์สามารถมอบให้ได้เหมือนกัน เบอร์หนึ่งเขาทำกันอย่างไร มาค้นหาคำตอบจาก กวิน นิทัศนจารุกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารธุรกิจสะดวกซัก Otteri wash & dry ไปพร้อม ๆ กัน

สนามที่มีคู่แข่งทุกทาง
ธุรกิจสะดวกซักที่ตอนนี้ถือเป็น Red Ocean ในสนามนี้มีคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม
“ธุรกิจสะดวกซักมีคู่แข่งที่หลากหลาย เราไม่ได้แข่งเฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ต้องชิง Market Share จากส่วนอื่น ๆ ด้วย คือ ตลาดเครื่องซักผ้าสำหรับเซกเมนต์ซักผ้าเองที่บ้าน ธุรกิจร้านซักอบรีด และธุรกิจสะดวกซักที่เป็นคู่แข่งโดยตรง ซึ่งในตลาดนี้เราครองส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่ง คือประมาณ 30%”
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจสะดวกซักทั้งตลาด ส่วนแรก คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธุรกิจของผู้ซื้อแฟรนไชส์ กวินอธิบายว่าหลายคนเข้าใจว่าธุรกิจร้านสะดวกซัก คือ ธุรกิจเสือนอนกิน เป็น Passive Income ที่ไม่ต้องบริหารอะไรเลย ซึ่งตรงนี้คือความเข้าใจแบบผิด ๆ ทำให้บางคนลองทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
ถัดมาคือ แบรนด์แฟรนไชส์ที่ไม่มีความซื่อสัตย์ บางรายวาง Positioning ของแบรนด์ไว้ว่าเป็นเพียงการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ขายแฟรนไชส์โดยไม่ใส่ใจเรื่องทำเลที่ตั้ง การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ การวางแผนล่วงหน้าสำหรับการทำเรื่องบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนการเตรียมร้านให้พร้อมสำหรับกฎหมายต่าง ๆ ในอนาคต
เป้าหมายถัดไปคือ ร้านสะดวกซักอันดับหนึ่งของไทย ที่มีแฟรนไชซีประสบความสําเร็จมากที่สุด
Key Success สำคัญที่ทำให้Otteriรักษาความเป็น No.1 Brand Thailand ได้คือ การสร้างแบรนด์ (Branding)
“ผมเชื่อว่าการสร้างแบรนด์ คือ การลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด มันคือ การสร้างความแตกต่างระหว่างOtteri กับ แบรนด์อื่น ๆ คือไม่ใช่แค่เรื่องของการทําโลโก้หรือ CI ของแบรนด์ แต่คือเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ การสร้างการรับรู้ จุดยืนของแบรนด์ ตลอดจน Brand Promising ว่าเราสัญญาว่าจะให้อะไรกับลูกค้า
“อย่างที่ทุกคนรู้ เป้าหมายหลักของลูกค้าที่มาใช้บริการของเรา คืออยากได้ผ้าที่สะอาด แห้งเร็ว สะดวกสบายและประหยัดเวลา ซึ่งในตลาดร้านสะดวกซักทุกแบรนด์ตอบโจทย์เหมือนหรือคล้ายกันหมด ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและการแข่งขันที่แท้จริงในสนามนี้ คือ การสร้างแบรนด์ ทำอย่างไรให้แบรนด์เราแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นที่รับรู้มากขึ้น”
ปัจจุบันOtteri wash & dry มีจำนวนสาขาประมาณ 1,200 สาขา เป็นสาขาที่บริหารงานโดยOtteriเองราว 350 สาขาที่เหลือเป็นสาขาแฟรนไชส์ และในปีที่ผ่านมาทำยอดขายรวม 900 ล้านบาท คาดอัตราการเติบโตในปี 2567 จะอยู่ที่ 10-20% เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสนามทั้งในมิติของการสร้างแบรนด์หรือการสร้างรายได้นี้ Otteriประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงวันที่เป็นร้านแฟรนไชส์สะดวกซักอันดับหนึ่งของไทยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในตอนเริ่มต้นธุรกิจแล้ว กวินบอกว่าในวันนี้Otteriได้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่
เป้าหมายใหม่ของบริษัทเราคือ เราจะเป็นร้านสะดวกซักอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่มีแฟรนไชซีประสบความสําเร็จมากที่สุด”
“ทันทีที่เราเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองธุรกิจร้านสะดวกซักไปที่ ‘ความสำเร็จของนักลงทุน’ ทำให้เราต้องเปลี่ยนกระบวนการในบริษัทใหม่ทั้งหมด เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ถ้ามีคนบอกว่าอยากเปิดร้านสะดวกซัก ตอนนั้นคือคุณสามารถเปิดที่ไหนก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มีร้านที่ให้บริการ
“เรียกได้ว่า Landscape ของการทำธุรกิจเริ่มเปลี่ยนไป 2 ปีก่อน นอกเหนือจากการดูเรื่องทำเลที่ตั้ง (Location) แล้ว เราได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจ (Feasibility Study) เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง จำนวนประชากรอยู่ที่เท่าไร ความสะดวกของการเดินทางมายังร้าน รวมถึงที่จอดรถมากน้อยแค่ไหน ผู้ประกอบการต้องการซื้อเครื่องซักผ้า/อบผ้าขนาดใหญ่เผื่อการขยายตัวของร้านในอนาคต จำเป็นหรือไม่อย่างไร
แต่ปัจจุบันกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจของเราได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่Otteri ขายความเป็นไปได้ของธุรกิจ (Feasibility Study) ตอนนี้เราขาย ‘ข้อเท็จจริง’ (Fect) ผ่านโมเดลธุรกิจOtteri Ready to Go”
Otteri Ready to Go คือร้านสำเร็จรูปที่Otteriลงมือสร้างสาขาด้วยตัวเองใหม่ทั้งหมด ทำตั้งแต่การค้นหาพื้นที่ใหม่ ๆ สร้างระบบจัดการบริหารภายในทั้งหมด รวมถึงเปิดให้บริการแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อทำให้เห็นว่าร้านสาขานั้น ๆ มีรายได้และกำไรเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่เท่าไร และนักลงทุนสามารถเลือกช้อปปิ้งร้านOtteri Ready to Go ในทำเลที่ตั้ง ขนาดของร้าน หรือกำไรได้ตามต้องการ พูดง่าย ๆ คือOtteriรับความเสี่ยงในการลงทุนช่วงเริ่มต้นแทนนักลงทุนทั้งหมด

โดยปัจจุบันโมเดลร้าน Otteri Ready to Go เริ่มต้นทำแล้วกว่า 20 สาขา ซึ่งกวินบอกกับเราว่า นี่จะเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของธุรกิจร้านสะดวกซัก
“ผมมองว่าโมเดลOtteri Ready to Go ต่อไปจะเป็น Paradigm ใหม่ของธุรกิจร้านสะดวกซักเลย แบรนด์ต้องสามารถลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แฟรนไชส์แบบเดิมก็ยังขาย แต่จะค่อย ๆ เพิ่มOtteri Ready to Go เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับนักลงทุน และจะเป็นOtteri Ready to Go แบบเต็มตัวในอนาคต” กวิน กล่าวทิ้งท้าย
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
