เฟรเซอร์ส ประเทศไทย มองตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2025 ท้าทายหนัก ซัพพลายทะลัก แข่งขันสูง ปัจจัยกระทบทั้งในและนอกประเทศ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 หมื่น ลบ. +11% เติบโตบนกลยุทธ์ กอดฐานลูกค้าเดิมให้แน่น, ไม่สร้างตึกใหม่, วางโครงการกลุ่ม Passive Income สร้างการรับรู้กระแสรายได้ต่อเนื่องตลอดปี    

คุณธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ‘FPT’ กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2025 เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์โลกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต้องจับตาถึงสงครามการค้าที่จะสะเทือนไปทั่วโลก สถานการณ์ในประเทศ กำลังซื้อยังคงซบเซา พร้อมหนี้ครัวเรือนและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ขณะเดียวกัน หลายสินค้าในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อยู่ในสภาวะซัพพลายล้นตลาด อย่าง ‘บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี’ ที่จำนวนซัพพลายสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับดีมานด์ที่ลดลง 

ขณะที่ ‘ตลาดอาคารสำนักงาน’ มีการแข่งขันสูงจากอาคารสำนักงานเกิดใหม่ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่เตรียมเปิดตัวในอนาคต 

รวมถึง ‘คลังสินค้าให้เช่า’ ที่เริ่มมีสัญญาณซัพพลายทะลัก หลังจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้เพิ่มขึ้น

ท่ามกลางความผันผวนทั้งในไทยและต่างประเทศ บริษัทวางแผนอย่างระมัดระวังเพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง โดยในปีงบการเงิน 2025 (ต.ค. 2024 – ก.ย. 2025) ตั้งเป้ารายได้ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีงบการเงิน 2024 (ต.ค. 2023 – ก.ย. 2024)

วางการเติบโตตลอดปี 2025 ด้วยกลยุทธ์ ‘กอด – Secure Core, Embrace Future’ ซึ่งจะกอดฐานลูกค้าเดิมให้แน่น พร้อมเดินหน้าหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ผ่านการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ 

ไม่ว่าจะเป็น การปรับตัวตามดีมานด์ของตลาด ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยืดหยุ่น ใช้จุดแข็งการเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร สามารถสร้างรายได้จากการขายและโครงการอสังหาฯ ที่สร้าง Passive Income จึงมีกระแสรายได้ต่อเนื่อง ทั้งยังพร้อมปรับรูปแบบของสินค้าและบริการตามความต้องการของลูกค้า

การออกแบบการดูแลที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม รวมถึงการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในการมัดใจและรักษาลูกค้าให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว

ตลอดจนการมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการที่เชี่ยวชาญ ใช้ Data-driven insights วิเคราะห์แนวโน้มตลาดและความต้องการลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer centric) เพื่อนำไปสู่การสร้างโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่สามารถเสริมมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ

โดยบริษัทซึ่งมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย, เพื่ออุตสาหกรรม และเพื่อพาณิชยกรรม ได้วางแผนดำเนินงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ข้างต้นและเป้าสัดส่วนรายได้ สำหรับปี 2025 ไว้ดังนี้

The Grand ปิ่นเกล้า – กาญจนาฯ

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เป้าสัดส่วนรายได้ 60% 

บริษัทวางงบลงทุน ทั้งซื้อที่ดินและก่อสร้าง ประมาณ 5,000 ล้านบาท และมีแผนเปิด 6 โครงการใหม่ในกรุงเทพฯ นครราชสีมา และขอนแก่น รวมมูลค่า 9,803 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดระดับลักชัวรีและระดับบน 3 โครงการ ภายใต้แบรนด์ The Grand, Grandio และ แบรนด์ใหม่ Gramour พร้อมด้วยทาวน์โฮมพรีเมียม 1 โครงการในแบรนด์ใหม่ Goldina และคอนโดมิเนียมแบรนด์ KLOS อีก 1 โครงการ ขณะเดียวกัน เดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วยการจัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจซื้อโครงการคอนโดมิเนียม

อสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เป้าสัดส่วนรายได้ 25% 

ปัจจุบันบริษัทเป็นเบอร์ 1 ของตลาดโรงงาน-คลังสินค้าให้เช่าด้วยพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการ 3.66 ล้านตร.ม. ทั้งในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม บริษัทวางงบลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีกกว่า 150,000 ตร.ม. และสร้างอัตราการเช่ารวมของพอร์ตโฟลิโอสูงกว่า 88% 

และยังเดินหน้าพัฒนาอาคารอุตสาหกรรมทั้งแบบสำเร็จรูป (Ready-Built) แบบสร้างความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) และแบบสร้างตามฟังก์ชันพร้อมใช้ (Built-to-Function) 

ขณะเดียวกัน บริษัทจะเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการ Industrial Township พื้นที่ 4,600 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณ ถ.บางนา -ตราด กม.32 ซึ่งพร้อมเปิดตัวโครงการในเดือนก.พ. 2025

อสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม เป้าสัดส่วนรายได้ 15% 

ปีนี้ บริษัทไม่มีแผนลงทุนสร้างอาคารใหม่ โดยวางงบปรับปรุงอาคารที่มีอยู่เดิม อยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาท เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ยังไม่ถึงรอบปรับปรุงใหญ่ 

บริษัทจะมุ่งมั่นยกระดับการให้บริการและคุณภาพอาคารสำนักงานเกรด A อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้อาคารทุกกลุ่ม ผสมผสานการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับผู้เช่า บริษัทยังมีแผนดึงดูดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทยจากการย้ายและขยายฐานการผลิตอีกด้วย 

ในส่วนของพื้นที่รีเทล จะเพิ่มเติมร้านค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้โภคมากขึ้น ผนวกการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สร้างประสบการณ์เหนือระดับ เพื่อปลุกสีสันตลาดและเพิ่มยอดทราฟฟิก โดยมองว่าปีนี้จะสามารถรักษาอัตราการเช่าของพอร์ตโฟลิโอได้สูงกว่า 90%