บรรดากลุ่มบริษัทยักษ์เทคฯ กำลังเร่งอัดฉีดเม็ดเงินไปกับการวิจัยและพัฒนาเอไอ แบบไม่มีใครยอมใคร

เรื่องนี้เผยให้เห็นผ่านการแจ้งตัวเลขต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจครั้งล่าสุด ที่มีงบฯ ด้านเอไอก้อนใหญ่อยู่ด้วย ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วเป็นเงินเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท) 

Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) ประกาศเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะเอไอ ในปี 2025 อยู่ที่ระหว่าง 70,000 – 72,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 – 2.34 ล้านล้านบาท) ขยับขึ้นจากกรอบเดิมที่ 66,000 – 72,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.14 – 2.34 ล้านล้านบาท) 

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังส่งสัญญาณว่า งบลงทุนในปี 2026 จะสูงกว่าปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งกับ OpenAI บริษัทเอไอที่ Microsoft ให้การสนับสนุนอยู่ได้อย่างสูสีขึ้น 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ออกมาปกป้องการลงทุนครั้งนี้ โดยชี้ว่าเขามองเห็นโอกาสครั้งใหญ่จากเอไอทั้งในแง่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับปรุงธุรกิจเดิม (คือการขายโฆษณาและป้อนคอนเทนต์ให้ผู้ใช้) 

เขายังย้ำว่า ปัจจุบัน การประมวลผลของแอปและปีกธุรกิจที่ดูแลเรื่องโฆษณาซึ่งยังช้าและไม่ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นการเร่งสปีดด้วยพลังเอไอจึงเป็นเรื่องจำเป็น 

ด้าน Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ก็ขยับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนสำหรับปี 2025 ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเอไอเช่นกัน โดยขึ้นมาอยู่ที่ 91,000 – 93,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.95 – 3.02 ล้านล้านบาท) เพิ่มจาก 85,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ใหม่นี้สูงกว่างบลงทุนจริงในปี 2024 เกือบสองเท่า 

ฝ่าย Microsoft ก็ไม่น้อยหน้า โดยตามรายงานงบลงทุนในไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุด 30 ก.ย.) ระบุว่าสูงถึง 34,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และเพิ่มขึ้นจาก 24,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.79 แสนล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า 

สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของ Microsoft กล่าวว่า จะยังคงเพิ่มการลงทุนในเอไออย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของเงินทุนและบุคลากร เพื่อตอบสนองต่อโอกาสมหาศาลที่รออยู่ 

ความตื่นตัวของนักลงทุนต่อการทุ่มงบด้านเอไอ ได้ช่วยให้หุ้นของทั้งสามบริษัททำผลงานได้ดีกว่าบรรดาบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มบริษัทมูลค่าสูงสุด 500 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ S&P 500 โดยรวม 

แต่ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ Wall Street ก็กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะเริ่มสร้าง ผลตอบแทนที่จับต้องได้ เมื่อใด 

อาทิตยา ภาเว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคาร Bank of America ให้ความเห็นว่า สองสิ่งที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือการบริโภคภาคประชาชน และการลงทุนของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเอไอ โดยตราบใดที่การลงทุนในเอไอยังคงแข็งแกร่ง มันก็ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการเติบโตของจีดีพี 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการย้ำว่า เอไอกำลังทวีความสำคัญต่อบริษัทเทคโนโลยี โดยหากบริษัทไหนไม่เร่งลงทุนในด้านนี้อาจถูกบริษัทคู่แข่งทิ้งห่าง ซึ่งประเทศอันดับต้นๆ ที่จะได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้คือ อินเดีย

ก่อนหน้านี้ Microsoft กับ Google ต่างก็ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ในอินเดีย โดยหนึ่งในมีศูนย์วิจัยด้านเอไอรวมอยู่ด้วย 

สาเหตุที่เลือกอินเดียเพราะค่าแรงถูก และมีบัณฑิตกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ที่จำเป็นกับการพัฒนาเอไอนั่นเอง  

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า อีกธุรกิจด้านเอไอที่กำลังเฟื่องฟูในอินเดียเช่นกัน นั่นคือ การป้อนข้อมูลและสอนเอไอ หรือ ทำฟาร์มเอไอ ซึ่งลูกค้าของบริษัทกลุ่มนี้ล้วนเป็นบริษัทต่างชาติที่อยากให้เอไอที่พัฒนาขึ้นเองหรือซื้อมามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จนสามารถนำไปใช้งานได้เร็วที่สุด เพราะยุคนี้ไม่มีบริษัทไหนที่อยากตกขบวนเอไอ / bbc, cnbc


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer