Marketeer มีโอกาสได้ร่วมเดินทางใน “OR Press Trip 2025: Guangzhou–Shantou” ซึ่งเปรียบเสมือน “ประตูบานใหญ่” ที่เปิดให้สื่อไทยได้เห็นโลกพลังงานยุคใหม่แบบเต็มสายตา พร้อมสัมผัสนวัตกรรมจริง ระบบจริง และบริบทจริงของประเทศที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานอย่างรวดเร็วกว่าทุกประเทศในโลก

นี่คือเหตุผลที่ OR ตั้งใจให้การเดินทางครั้งนี้เป็นมากกว่า Press Trip แต่เป็น “พื้นที่ที่ทำให้สื่อไทยได้เห็นภาพอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน”

พลังงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของการผลิตไฟฟ้าหรือสถานีชาร์จรถไฟฟ้าอีกต่อไป แต่เป็นระบบที่ประกอบขึ้นจาก โครงสร้างพลังงานของเมืองยุคใหม่ นวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ คุณภาพชีวิต และคุณค่าของชุมชน องค์ประกอบทั้งหมดที่เชื่อมกันอย่างแนบแน่นในแบบที่ต้องเห็นด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง

“จีน” ประเทศที่ขับเคลื่อน Energy Transition เร็วที่สุดในโลก

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทย

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการตลาดจีน (อดีตอัครราชทูต ฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงปักกิ่ง) ที่ให้เกียรติร่วมทริปในครั้งนี้ อธิบายกับ Marketeer ว่า จีนคือประเทศที่ไม่มองพลังงานเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ต้องพัฒนาให้เร็วกว่าแรงขับของเศรษฐกิจโลกหลายก้าวเสมอ

“จังหวะ” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในจีน ไม่ใช่แค่ค่อย ๆ เปลี่ยน แต่กำลัง “ผลักดันระบบ” ทั้งประเทศให้เดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ เมือง การผลิต หรือเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังย้ายฐานไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

การมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งต้นน้ำและปลายน้ำอย่างครบถ้วน ทำให้สื่อไทยเข้าใจอย่างชัดเจนว่า พลังงานยุคหน้าไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ และเป็นแกนกลางที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของทั้งประเทศ

ทริปนี้จึงเป็นมากกว่าดู “ความก้าวหน้า” แต่เพื่อให้เห็น “วิธีคิด” ที่อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์ระดับประเทศ วิธีคิดที่ OR เองต้องนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อขับเคลื่อน Energy Transition ของไทยให้เดินไปในทิศทางที่มั่นคง และสอดรับกับจังหวะของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

Baiyun Power Group” ต้นน้ำระบบไฟฟ้า
พลังงาน = รากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่

“Baiyun Power Group” หนึ่งในบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนและระดับโลกด้าน Electrical Equipment Solutions ผู้สนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง–แรงดันสูงของจีนมายาวนานกว่า 30 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า

บริษัทดำเนินธุรกิจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงาน ตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาด การส่งและกระจายกำลังไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด พร้อมต่อยอดสู่โซลูชันสมาร์ทซิตี้ เช่น ระบบรางไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบน้ำอัจฉริยะ ระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ ระบบโลหการอัจฉริยะ ตลอดจนการพัฒนาอาคารและนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

จุดโฟกัสสำคัญของ Baiyun คือ “เสถียรภาพ–ความปลอดภัย–ประสิทธิภาพ” ของไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงเมืองทั้งเมือง และเป็นฐานให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงเติบโตได้อย่างไม่สะดุด

หนึ่งในนวัตกรรมเด่นคือ V2G (Vehicle-to-Grid) เทคโนโลยีที่ทำให้รถไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า สามารถส่งพลังงานกลับเข้าสู่โครงข่ายในเวลาที่ประเทศต้องการ สะท้อนแนวคิดว่าพลังงานในอนาคตคือระบบที่สื่อสารได้สองทาง ไม่ใช่เพียงจ่ายไฟออกด้านเดียว พร้อมด้วย Smart Energy Solutions แบบครบวงจร ตัวอย่างเช่น Glass Insulators รุ่นใหม่ ที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่งและลดความเสี่ยงไฟลัดวงจรบนเสาส่งไฟฟ้า รวมถึง วัสดุและกาวทนไฟมาตรฐานสูง (Fire-resistant Components) สำหรับหม้อแปลงและจุดเชื่อมต่อสายไฟ ซึ่งออกแบบด้วยชั้นฉนวนกันความร้อนเฉพาะทางเพื่อลดความร้อนสะสมในระบบ ทั้งหมดนี้ยืนยันว่าการดูแลระบบพลังงานยุคใหม่ต้องเริ่มจากคุณภาพของอุปกรณ์เล็ก ๆ ในโครงข่ายก่อนเสมอ

ประสบการณ์ที่ Baiyun ทำให้เห็นชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อ “รากฐานของระบบ” แข็งแรงพอรองรับทุกความต้องการที่ปลายน้ำ ตั้งแต่การขยายสถานีชาร์จ ไปจนถึงจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พลังงานยุคใหม่จึงไม่ได้วัดจากไฟฟ้าราคาถูกหรือจำนวนหัวชาร์จที่มากขึ้น แต่จากความพร้อมของระบบทั้งประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนวิธีคิดด้านพลังงานระดับประเทศที่เริ่มจากการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ แม้ไม่จำเป็นต้องมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการ การดูงานครั้งนี้ช่วยเปิดภาพของ System Innovation ที่เชื่อม Green Energy, EV, Smart Mobility และ High-quality Development เข้าด้วยกัน และเป็นฐานคิดที่ OR สามารถนำไปต่อยอดบนเส้นทาง Energy Transition ของไทยได้อย่างมีทิศทาง

“Auto Guangzhou 2025” เมื่อจีนกำลังออกแบบอนาคตของ Mobility โลก

เมื่อก้าวเข้าสู่ Auto Guangzhou 2025” ภาพของอนาคต Mobility โลกก็เด่นชัดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องตีความเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่การอัปเดตรถรุ่นใหม่ แต่คือ “ระบบนิเวศของการเดินทางยุคถัดไป” ที่จีนกำลังก่อร่างขึ้นเป็นระบบเดียว ตั้งแต่ยานยนต์บนท้องถนน การบินระดับต่ำ (low-altitude mobility) พลังงานอัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างการผลิตแบตเตอรี่เจนใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมทุกมิติของความปลอดภัย ความสะดวกสบาย พลังงาน และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ไฮไลต์สำคัญได้แก่ Xpeng Flying Car (AeroHT) ยานยนต์ที่สามารถแยกเป็น Ground Module และ Air Module ได้ ทำให้เห็นภาพ Mobility ที่ไม่จำกัดอยู่บนถนนอีกต่อไป ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Driving Systems) ซึ่งหลาย ๆ บริษัทได้นำเสนอเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ Lidar รุ่นล่าสุด ระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติที่พร้อมใช้งานจริงบนถนนเมืองจีน AI ที่เรียนรู้จากโครงสร้างถนนและพฤติกรรมขับขี่จีนโดยเฉพาะ ตลอดจน แบตเตอรี่เจนใหม่ ชาร์จเร็วขึ้น ใช้นานขึ้น เช่น แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (ต้นทุนต่ำกว่า) แบตเตอรี่ ultra-fast charging โซลูชันชาร์จเร็วสำหรับรถไฟฟ้า EV ขนาดใหญ่

และอีกหลายตัวอย่างที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของจีนที่มอง EV ไม่ใช่สินค้าเทรนด์ แต่คือ “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่เชื่อมอุตสาหกรรมเหล็ก แบตเตอรี่ AI ชิป พลังงาน และโครงสร้างเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดว่าการพัฒนา Mobility ยุคหน้าของจีนเกิดจากการลงทุน “ทั้งระบบ” เพื่อออกแบบอนาคตของประเทศไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

Dinner Talk x กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว
คีย์เวิร์ดของอนาคตคือ “High-quality Development”

การสนทนาใน Dinner Talk กับ กาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความสำคัญของกว่างโจว เมืองนี้ไม่ใช่เพียงหัวใจเศรษฐกิจของจีนตอนใต้ หากยังเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศและประตูนวัตกรรมที่เชื่อมจีนเข้ากับอาเซียนอย่างแนบแน่น ทั้งโลจิสติกส์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ล้วนหมุนเวียนผ่านกว่างโจวในฐานะ “จุดยุทธศาสตร์ของจีนตอนใต้” ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนไม่ต่างจากเซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่งในบริบทของภาคตะวันออกและภาคเหนือ

กาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

และยังขยายภาพให้เห็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ของจีนว่า กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกรอบคิดใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ High-quality Development” ที่เปลี่ยนรูปแบบการเติบโตจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน และการผลิตอัจฉริยะ ทั้งหมดนี้ถูกวางไว้เป็นเป้าหมายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน เพราะจีนตระหนักว่าการจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในยุคถัดไป จำเป็นต้องยืนบนฐานที่แข็งแรงกว่าการผลิตจำนวนมากในต้นทุนต่ำ

โมเดล High-quality Development จึงไม่ใช่นโยบายสวยหรู หากเป็นการยกระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็ก พลังงาน สายการผลิต หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ความสามารถด้าน AI จนถึง Smart Manufacturing แบบครบวงจร เป้าหมายของจีนชัดเจนมาก คือการยกระดับ “คุณภาพของการเติบโต” ให้สามารถแข่งขันระดับโลกได้ในระยะยาว

กงสุลใหญ่ฯ ยังชี้ให้เห็น “ตำแหน่งของไทย” ในภูมิภาคด้วยว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเดินคู่ขนานกับจีนได้ หากเรามองเห็นความพร้อมของตัวเองในสามมิติสำคัญ

  1. Joint Venture Partnership : ความร่วมมือไทย–จีนต้องเป็นความร่วมมือแบบเท่าเทียม เกิดจากผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การเดินตาม แต่คือการสร้างโอกาสร่วม
  2. Local Content และ Local Context : การทำธุรกิจในจีนต้องเข้าใจบริบทจีนให้ลึกพอ ๆ กับที่ธุรกิจจีนต้องเข้าใจบริบทไทย เพราะความต่างของพฤติกรรม ตลาด กฎระเบียบ และวัฒนธรรม คือปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ
  3. Skill Development : ไทยจำเป็นต้อง Upskill–Reskill แรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น EV พลังงานสะอาด ชิป หุ่นยนต์ หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่กำลังกลายเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคุณภาพสูงไม่ใช่เรื่องของจีนเท่านั้น แต่เป็น “โจทย์ร่วมของภูมิภาค” ที่ไทยต้องปรับตัวและก้าวให้ทัน เพราะโลกกำลังมุ่งไปสู่มาตรฐานใหม่ของการเติบโตที่ไม่ได้แข่งขันด้วยต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างคุณค่าในระยะยาว

Huaneng Group” โมเดล Green Plus ที่ใช้พลังงานสร้างคุณภาพชีวิต

จากกว่างโจวสู่ซัวเถา เราได้เห็นอีกภาพที่ชัดเจนที่สุดผ่านโครงการ Huaneng Shantou Floating Solar Farm” โมเดลพลังงานยุคใหม่ของจีนอย่างเป็นรูปธรรม ที่เรียกว่า Green Plus (Green + X) แนวคิดที่มองว่า “พลังงานต้องสร้างคุณค่าได้มากกว่าไฟฟ้า” และต้องผสานกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างกลมกลืน

แผงโซลาร์จำนวนมหาศาลถูกติดตั้งบนผิวน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วยลดอุณหภูมิน้ำ ลดการระเหย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ขณะเดียวกันพื้นที่ใต้น้ำยังเปิดทางให้ชุมชนเลี้ยงปลา–กุ้ง สร้างรายได้เสริมควบคู่กับการดูแลระบบพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นี่คือความหมายของ Green Plus อย่างแท้จริง พลังงานที่สร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น Green + Fishing, Green + Agriculture, Green + Tourism ทำให้เห็นว่าการพัฒนาพลังงานยุคใหม่คือการออกแบบระบบที่ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” ไปพร้อมกับการผลิตไฟฟ้า

เบื้องหลังของโครงการนี้คือพลังของ “Huaneng Group” หนึ่งใน Big Five Power Generators ของจีน และเป็นกำลังหลักของโครงสร้างพลังงานประเทศ โดยมี Huaneng Power International, Inc. (HPI) เป็นบริษัทแกนหลักภายใต้ China Huaneng Group Co., Ltd. ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ผลิต พลังงานสีเขียวหลากหลายรูปแบบมากที่สุดในจีน

เครือ Huaneng ดำเนินธุรกิจพลังงานแบบครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ พลังงานความร้อน พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ ไปจนถึงชีวมวล และยังเป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการ Offshore Wind ขนาดใหญ่ เช่น Rudong H3 ซึ่งถูกยกให้เป็นโครงการเชิงสัญลักษณ์ระดับประเทศ

ในด้านเทคโนโลยี Huaneng ถือครองนวัตกรรมสำคัญของระบบพลังงานจีน ทั้ง Coal Ultra-Low Emission, Novel Energy Storage, Offshore Wind Engineering, Green Hydrogen, CCUS และยังเป็นผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยพลังงานระดับชาติหลายรายการ

จุดแข็งเชิงเทคโนโลยีและโครงสร้างธุรกิจนี้ทำให้ Huaneng อยู่ในตำแหน่ง “ผู้กำหนดทิศทางพลังงานยุคใหม่” ของจีนอย่างแท้จริง

บทบาทของ Huaneng ยังลึกเข้าไปถึงระบบนิเวศ EV (NEV Ecosystem) ในฐานะ “ผู้ให้พลังงานต้นทาง” ผ่านกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ทำให้ EV ของจีนสามารถใช้ไฟฟ้าที่เป็น Low-carbon ตลอดวงจรชีวิต บริษัทพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จ High-Power Fast Charging และโมเดล Solar + Energy Storage + Charging ที่ช่วยลดภาระโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มเสถียรภาพ และทำให้ EV สามารถชาร์จด้วยพลังงานสีเขียวได้จริง

นอกจากนี้ Huaneng ยังมีศักยภาพด้าน V2G (Vehicle-to-Grid) ที่ใช้แบตเตอรี่รถ EV เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ รวมถึงเทคโนโลยี Second-life Battery ที่นำแบตเตอรี่ที่หมดอายุมาใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน ช่วยปรับสมดุลพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนและเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

เมื่อมองทุกมิติประกอบกัน จะเห็นว่า Floating Solar Farm ของ Huaneng Shantou ไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพลังงาน” หากเป็น “บทสรุปทางความคิด” ของจีนที่เชื่อว่า “พลังงานยุคใหม่ต้อง มั่นคง ยั่งยืน และเชื่อมโยงคุณภาพชีวิตของผู้คน” อย่างแท้จริง

และนี่คือบทเรียนสำคัญที่สุด พลังงานจะมีคุณค่าจริงได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถยกระดับทั้งระบบเศรษฐกิจ ชุมชน และอนาคตการเดินทางของประเทศไปพร้อมกัน

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

บทบาทใหม่ของ OR ในการสร้างระบบนิเวศพลังงานยุคใหม่

เมื่อมองย้อนตลอดเส้นทาง Guangzhou–Shantou ภาพหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือ “พลังงานยุคใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงการวางเทคโนโลยีลงพื้นที่ หากเป็นการสร้างโครงสร้างใหญ่ที่เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำพลังงาน เมืองอัจฉริยะ ระบบคมนาคม ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน และคือภาพเดียวกับวิธีที่ OR กำลังวางหมุดหมายให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ

OR ไม่ได้มอง EV เป็นธุรกิจที่มาแทนน้ำมัน แต่คือจุดเริ่มต้นของ “New Energy Era ของประเทศไทย” ยุคที่ไทยสามารถออกแบบ “New Energy Ecosystem” ที่สมบูรณ์กว่าเดิม ตอบโจทย์ทั้งพลังงานสะอาด อนาคตของ Mobility และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ไปจนถึงวิธีใช้ชีวิตในสถานีบริการยุคใหม่

สิ่งนี้สะท้อนชัดในแนวคิด Time Spent Expansion ที่ OR ใช้นำทาง เปลี่ยนสถานีบริการจากจุดแวะ 5 นาที ให้กลายเป็น “Life Station” ที่ผู้ใช้รถ EV สามารถใช้เวลาอยู่ได้ 30–45 นาทีอย่างมีความหมาย ร้านอาหารเข้ามาเติม “เวลาแห่งการพักผ่อน” บริการสุขภาพเข้ามาเติม “คุณค่าของการใช้เวลา” พื้นที่ OR SPACE เข้ามาเติม “ประสบการณ์ของการเดินทาง” และทั้งหมดรวมกันเพื่อเปลี่ยนสถานีบริการให้กลายเป็น “Destination ของชีวิตประจำวัน” ที่ไม่ใช่เพียงแค่จุดแวะพักเพื่อเติมพลังงาน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ตอบรับการเปลี่ยนผ่านของโลก แต่คือการออกแบบ “จังหวะใหม่ของชีวิตคนไทย” ในวันที่การเดินทางกำลังก้าวเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

EV Station PluZ” แกนหลักของ EV Ecosystem ไทย พื้นที่ “ชาร์จรถ x ชาร์จชีวิต” อย่างสมบูรณ์แบบ

ในทุกการเยี่ยมชมเทคโนโลยีที่จีน หนึ่งประเด็นที่ OR ต้องการให้สื่อไทย “เห็นด้วยตาและเข้าใจด้วยบริบท” คือบทบาทของ EV Station PluZ” ที่กำลังเติบโตจนเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศไทย

เพราะในมุมมองของ OR ในอนาคตEV Station PluZ” จะเป็นทั้งจุดเติมพลังงานและพื้นที่สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ที่ “ชาร์จรถและชาร์จชีวิต” อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยโครงข่ายมากกว่า 1,273 สถานี และ 3,376 หัวชาร์จ ครอบคลุมทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ทางหลวง ทำเลเชิงพาณิชย์ และสถานที่สำคัญของประเทศ การเดินทางของผู้ใช้รถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องของ “การหาจุดชาร์จ” อีกต่อไป แต่คือการเดินทางที่ต่อเนื่องและมั่นใจได้ทุกภูมิภาค

เส้นทางการเติบโตนี้ยิ่งเห็นชัดเมื่อย้อนกลับไปยังปี 2018 ที่ OR เริ่มต้นด้วย Normal Charger 7 kW ก่อนจะขยับสู่ยุคของ High Power Charger 180–480 kW ในปี 2023 ซึ่งรองรับรถ EV เจเนอเรชันใหม่ที่ต้องการกำลังชาร์จสูงในการเดินทางไกล

และเป้าหมายของ OR ถูกตั้งไว้อย่างชัดเจน 7,000 DC Connectors ภายในปี 2030”

การเดินหน้าให้เครือข่ายครอบคลุมกว่า 50% ของโครงสร้างสถานีชาร์จไทย คือการยืนยันว่า OR ไม่ได้มอง EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็น “ภารกิจระดับประเทศ” ในการผลักดัน Energy Transition ให้เกิดขึ้นจริง

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ตั้งเป้า EV 30% ของกำลังการผลิตยานยนต์ไทยในปี 2030 และทำให้ EV Station PluZ มีบทบาทเป็น “เครื่องเร่งความเร็ว” ของ Energy Transition ของประเทศอย่างแท้จริง

EV Station PluZ App” จากแอปค้นหาสถานี
สู่ศูนย์กลางประสบการณ์ EV สมบูรณ์แบบ

อีกหนึ่งจุดที่ OR วางหมากไว้อย่างแยบยล คือการสร้างระบบ “ดิจิทัล” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับระบบ “กายภาพ” ของสถานีชาร์จ เพราะประสบการณ์ EV ไม่ได้ขึ้นกับหัวชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ ความมั่นใจ ความสะดวก และความต่อเนื่อง ระหว่างการเดินทาง

นี่คือเหตุผลที่ “EV Station PluZ App” ถูกยกระดับให้กลายเป็น “EV Experience Hub” ศูนย์กลางประสบการณ์ ที่ผู้ใช้งานสามารถ “จอง–ชาร์จ–จ่าย–สะสมแต้ม” ได้ในแอปเดียว พร้อมระบบรีวิวจากผู้ใช้จริงที่ช่วยให้การเลือกสถานีมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ตัวเลข “400,000 ผู้ใช้งาน” และ “ระดับความพึงพอใจสูงถึง 80%” คือคำยืนยันว่าแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่แอปฯ ค้นหาสถานี แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล” ที่ทำงานคู่ขนานกับสถานีชาร์จทั่วประเทศ

เมื่อบทเรียนจากจีนสะท้อนภาพอนาคตของไทย

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า ความสำเร็จด้านพลังงานสมัยใหม่ของจีนเกิดจากการวางระบบทั้งโครงสร้าง ไม่ใช่เทคโนโลยีเฉพาะจุด ตั้งแต่โรงไฟฟ้า หมุนเวียน การบริหารกริด เมืองอัจฉริยะ ยานยนต์ การเดินทาง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้ตอบกันอย่างไร้รอยต่อ

และนี่คือมุมมองที่สะท้อนกลับมายังประเทศไทยอย่างชัดเจนผ่านบทบาทของ OR ในวันนี้

OR ไม่ได้สร้างแค่สถานีชาร์จ ไม่ใช่แค่พัฒนาแอปฯ และไม่ได้มอง EV เป็นเพียงยานยนต์ระบบใหม่

แต่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศพลังงานยุคใหม่” ของประเทศด้วยการประกอบ จิ๊กซอว์ใหญ่ เข้าหากันระหว่าง พลังงานสะอาด-รูปแบบการเดินทางยุคหน้า-โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-พื้นที่ไลฟ์สไตล์ในสถานี-การยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค ทั้งหมดนี้ถูกร้อยเข้าด้วยกันเพื่อให้ไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทาง “Energy Transition” และเพื่อทำให้อนาคตพลังงานของไทยไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มาในรูปแบบของ “ระบบนิเวศที่สมบูรณ์” เหมือนที่เราได้เห็นจากต้นน้ำในจีนตลอดทั้งทริป

นี่คือหัวใจแท้จริงของ OR Press Trip 2025 ทริปที่ไม่ได้พาไปดูเทคโนโลยี แต่พาไปเห็น “อนาคตของประเทศ” ผ่านระบบนิเวศพลังงานที่สมบูรณ์แบบ และบทบาทของ OR ที่พร้อมจะสร้างมันขึ้นจริงในประเทศไทย

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer