เซ็นทรัล รีเทล ประกาศทิศทางธุรกิจ 2026 เดินหน้าอัดงบลงทุน 1.6 – 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งสปีดการเติบโตของ 4 กลุ่มธุรกิจหลักผ่านโมเดลสาขาไฮบริด และลุยขยายสาขาแบรนด์ดาวรุ่งอย่าง ออโต้วัน, โก โฮลเซลล์ พร้อมรุกตลาดเวียดนามเต็มกำลังด้วยโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ต มินิ โก! 

คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในการมุ่งยกระดับแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัยเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปในทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก

กลุ่มฟู้ด ที่มีพอร์ตฟอลิโอแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างท็อปส์ และท็อปส์ เดลี่ ได้ปรับกลยุทธ์เน้นเพิ่มความสะดวกสบายด้วยโซนอาหารพร้อมทาน มุมเบเกอรี พิซซ่า และร้านกาแฟ 

ทั้งการเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ Tops Daily Hybrid Formats เพื่อรับโอกาสจากภาคการท่องเที่ยว โดยควบรวมซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ากับโซนเฉพาะทางอย่าง ท็อปส์ ไวน์ เซลลาร์, ร้านกาแฟ เดอะ เบเกอร์ และ โซนใหม่ด้านสุขภาพและความงาม LOOKS ไว้ในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงมีการเพิ่มพื้นที่นั่งพักผ่อนเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน บริการช่าง (vFIX) และร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไอที ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าแบรนด์ของตัวเองให้ได้ถึง 20-30% เพื่อเป็นฟันเฟืองในการดึงอัตรากำไรของบริษัทให้สูงขึ้น 

การเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ ยังมีแรงหนุนสำคัญจาก ‘ไทวัสดุ’ ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดผ่านโมเดลมาตรฐาน, โมเดลไฮบริดที่รวมไทวัสดุและ BnB home และร้านไซส์เล็กระดับอำเภอ จนสามารถคว้าส่วนแบ่งตลาดร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมบ้านได้สูงสุดอันดับหนึ่งที่ 25% และมีอัตราเติบโตของยอดขายเฉลี่ย 9% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

กลุ่มแฟชั่น ที่มีห้างสรรพสินค้าหลักอย่างเซ็นทรัล และโรบินสัน รวมถึงร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬา ซูเปอร์สปอร์ต ได้หันมาจับกระแสของกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ ความสวยความงามกระแสหลัก ผ่านร้านสเปเชียลตี้สโตร์ KIS & LOOKS ซึ่งมีกว่า 240 สาขา โดยเตรียมปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมรุกตลาดเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย รวมถึงเตรียมพร้อมรับกระแสฟุตบอลโลก

กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ อย่างศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ และการบริหารพื้นที่เช่าภายในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่าง ๆ จะเน้นการรีโนเวทและปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัย เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ลูกค้าแวะเวียนมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนของธุรกิจดาวรุ่งใหม่ นำโดย ‘ออโต้วัน’ ศูนย์บริการยานยนต์แบบ Fast Fit เติบโตเป็นเท่าตัว ผ่านการเจาะทำเลศักยภาพจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้า The 1 

ขณะเดียวกัน ‘โก โฮลเซลล์’ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สร้างการเติบโตขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจค้าส่งที่เริ่มทำกำไรได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ประกอบการ

ส่วนสำคัญในการเติบโตทั้งหมดของบริษัทนี้ ถูกส่งเสริมด้วยกลยุทธ์การผสานออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) ผ่านการจัดทำระบบ Offline-Online ONE Data Platform ที่เชื่อมต่อสต็อกสินค้า ราคา และโปรโมชันให้เป็นผืนเดียวกัน

บริษัทยังนำเทคโนโลยี AI มายกระดับประสบการณ์ตั้งแต่ระบบค้นหาสินค้าอัจฉริยะแบบ 360 องศา ไปจนถึงการใช้ AI Chatbot เพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงาน ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ช่วยผลักดันให้ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% ในปี 2025

ด้าน ตลาดเวียดนาม ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญและอนาคตแห่งการเติบโตของบริษัท โดยปัจจุบันครองสัดส่วนยอดขายถึง 20% บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมากจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และช่องว่างทางการตลาดเมื่อเทียบสัดส่วนประชากรกว่า 100 ล้านคนกับจำนวนสาขาที่ปัจจุบันบริษัทเพิ่งเปิดให้บริการเพียง 127 แห่ง

โอกาสดังกล่าวยังถูกตอกย้ำด้วยความสำเร็จจากการขยายฐานลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันระบบสมาชิกที่มียอดผู้ใช้งานก้าวกระโดดจาก 100,000 คน ทะลุ 4 ล้านคนภายในเวลาเพียง 2 เดือนหลังเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งมีอัตราการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันสูงถึง 84% ต่อวัน 

ซึ่งบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าให้ทะลุ 20 ล้านรายอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นฟันเฟืองกระตุ้นยอดขายระยะยาว 

ในส่วนของโมเดลธุรกิจดาวรุ่งอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ ‘มินิ โก!’ ก็มีผลตอบรับอย่างดีในตลาดเวียดนาม จนมียอดขายเติบโตกว่า 2 เท่า โดยมีสาขารวม 15 แห่งในปี 2025 และเตรียมเร่งเครื่องเปิดเพิ่มอีก 6 แห่งในปี 2026

การขยายสาขาจะดำเนินควบคู่ไปกับการปรับปรุงพื้นที่และกลยุทธ์สินค้าให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของชาวเวียดนาม ด้วยการขยายมุมเบเกอรี่ พิซซ่า ร้านกาแฟ และอาหารพร้อมทาน ให้มีความหลากหลายและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ บริษัทวางงบลงทุนปี 2026 ไว้ที่ราว 16,000 – 18,000 ล้านบาท ซึ่งจะถูกนำไปบริหารจัดการภายใต้วินัยทางการเงิน ซึ่งบริษัทเน้นย้ำการดำเนินการด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุดท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน   

งบประมาณการลงทุนดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากฐานความสำเร็จอันแข็งแกร่งของผลประกอบการปี 2025 ที่มีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท

ซึ่งการลงทุนและการขยายกิจการในตลาดไทย ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายราว 80% ปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 3,596 ร้านค้า 

ในปี 2026 บริษัทวางแผนขยายสาขาใหม่ในไทยอีกประมาณ 13-17 แห่ง และรีโนเวทสาขาหลักอีก 7 แห่ง 

เมื่อประเมินจากฐานสาขาในสิ้นปี 2025 ท็อปส์มี 172 สาขา และมีแผนเปิดเพิ่ม 8-10 แห่ง ไทวัสดุมี 88 สาขา วางแผนเปิดเพิ่ม 3-5 แห่ง โก โฮลเซลล์ มี 14 สาขา เตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง 

ส่วนออโต้วันที่มีอยู่ 53 สาขา ตั้งเป้าก้าวกระโดดด้วยการเปิดเพิ่มอีก 53 แห่งรวดเดียวให้ครบ 106 สาขา 

ด้านห้างสรรพสินค้าและโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จะเน้นที่การรีโนเวทเป็นหลัก

โดยท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความท้าทายและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด บริษัทได้เน้นย้ำถึงการบริหารงานด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด เพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ 

อย่างไรก็ตาม แม้จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างรัดกุม แต่บริษัทก็พร้อมที่จะคว้าโอกาสและเข้าลงทุนทันทีหากประเมินแล้วเห็นจังหวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในอนาคต