เกือบ 30 ปีมาแล้วที่เกาหลีใต้ผลักดัน Soft power ด้านบันเทิงสู่ตลาดโลก โดยมีเพลง K-pop เป็นหนึ่งในหัวหอก ซึ่งนอกจากแถบเอเชียแล้ว อเมริกาใต้ก็เป็นอีกโซนที่มีฐานแฟนเพลง K-pop มากมายและเหนียวแน่น 

จากเดิมที่ดนตรีแนวลาตินและเรกเกตอนเคยครองพื้นที่ส่วนใหญ่ วันนี้เสียงเพลง K-pop กลับดังกึกก้องไปทั่วหัวเมืองใหญ่ ตั้งแต่กรุงเม็กซิโกซิตีของเม็กซิโก ไปจนถึงกรุงซานติอาโกของชิลี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เทรนด์มาไว-ไปไว แต่เป็นการวางแผนมาอย่างยาวนานของทางเกาหลีใต้ 

อีกหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงความสำเร็จและความโด่งดังของ K-pop ในอเมริกาใต้ คือ BTS จะมาทัวร์คอนเสิร์ตในแถบอเมริกาใต้มากถึง 14 โชว์ใน 6 ประเทศ คือ เม็กซิโก โคลอมเบีย เปรู ชิลี อาร์เจนตินา และบราซิล 

ความหลงใหลใน K-pop ของชาวอเมริกาใต้นั้นก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “ผู้ฟัง” ไปสู่การเป็น “ด้อม” ตัวจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในเปรู โดยกลุ่มแฟนคลับได้รวมตัวกันปลูกป่าเพียงเพื่อให้เหล่าไอดอลที่พวกเขารักได้มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามจากหน้าต่างเครื่องบิน 

ขณะที่ในเม็กซิโก ราคาบัตรคอนเสิร์ตที่ซื้อมาขายต่อมีการปั่นราคาขึ้นไปสูงถึง 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 300,000 บาท) แต่ก็ยังมีแฟนเพลงที่พร้อมใจกันควักกระเป๋าจ่ายเพื่อให้ได้เห็นศิลปินในดวงใจสักครั้ง 

ข้อมูลจาก Spotify ในปี 2025 ระบุว่า 70% ของผู้ฟัง K-pop ในเม็กซิโกมีอายุต่ำกว่า 29 ปี สะท้อนให้เห็นว่าแนวเพลงนี้คือสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ โดยความสำเร็จนี้มาจาก 3 องค์ประกอบหลัก 

เริ่มจากการออกแบบท่าเต้นที่แม่นยำ งานภาพที่ตระการตา และการเล่าเรื่องผ่านมิวสิกวิดีโอที่น่าติดตาม ตามด้วยเนื้อหาเพลงที่เน้นเรื่องการรักตัวเอง โดยเฉพาะของ BTS และการยอมรับในความแตกต่าง กลายเป็นที่พึ่งทางใจให้กับวัยรุ่นชาวลาตินที่บางครั้งอาจรู้สึกแปลกแยกจากสังคม

ปิดท้ายด้วยการสร้างความใกล้ชิดผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านการไลฟ์สดพูดคุยของศิลปินที่ช่วยทลายกำแพงระหว่าง “ดารา” กับ “แฟนคลับ” ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหมือนคนในครอบครัว 

ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มตระหนักว่าอเมริกาใต้เป็นตลาดใหญ่ โดยในปี 2025 รายงานจากกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีใต้ระบุว่า K-pop คือสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้เกิดการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ 

หลังส่งออกซีรีส์เกาหลีใต้และเพลงเข้ามาในประเทศแถบนี้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน จนขนาดที่ว่าคิวบา ประเทศยากจนและเพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้พร้อมตั้งการไปตั้งสถานทูตของเกาหลีใต้เมื่อปี 2024 ก็รู้จักสื่อบันเทิงต่างๆ ของเกาหลีใต้มานานแล้ว 

ขณะที่ค่าย HYBE ได้เข้าซื้อกิจการค่ายเพลง Exile Music ในเม็กซิโก และจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นเพื่อปั้นศิลปินที่มีกลิ่นอายผสมผสานระหว่างเกาหลีและลาติน เช่น วง Santos Bravos ที่เน้นเจาะกลุ่มผู้ฟังในแถบอเมริกาใต้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ เยังมีความพยายามในการทลายกำแพงภาษาอย่างต่อเนื่อง โดยศิลปิน K-pop หลายวงเริ่มใส่ท่อนร้องภาษาสเปน ภาษาหลักของประเทศแถบนี้ลงในเพลง และดึงเอาโปรดิวเซอร์ชื่อดังที่เคยร่วมงานกับศิลปินอย่าง Rosalía หรือ J Balvin ที่ดังในประเทศแถบอเมริกาใต้มาร่วมทำเพลง 

เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับหูของผู้ฟังชาวลาติน ซึ่งได้รับตอบรับอย่างดีเยี่ยมจนถึงขั้นที่ประธานาธิบดีของเม็กซิโกต้องออกมาเรียกร้องให้มีการจัดทัวร์คอนเสิร์ตเพิ่ม จนกลายเป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้

ปรากฏการณ์ K-pop ในลาตินอเมริกาคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า “ศิลปะไม่มีพรมแดน” แม้จะมีความต่างด้านภาษา ระยะทาง และวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ด้วยคุณภาพการผลิตและเนื้อหาเพลงที่เป็นข้อความส่งถึงหัวใจผู้ฟัง ทำให้ K-pop สามารถหยั่งรากลึกลงในประเทศแถบนี้ 

ดังนั้นการกลับมาของ BTS ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การทัวร์คอนเสิร์ต แต่เป็นเสมือนการเฉลิมฉลองชัยชนะของคลื่นเกาหลี และเพลง K-pop ที่เชื่อมโยงผู้คนนับล้านเข้าด้วยกัน และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศแถบอเมริกาใต้อย่างแน่นอน / cnn