LINE Shopping วิเคราะห์กลยุทธ์แพลตฟอร์มสื่อสารที่ต้องการเป็นเจ้าตลาดโซเชียลคอมเมิร์ช
LINE Shoppingหนึ่งในบริการของไลน์ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา
ที่ตอนนั้นวางโพสิชั่นให้ตัวเองเป็นแหล่งรวมออนไลน์ช้อปปิ้งไว้ในที่เดียวเป็นเหมือน Market Place Aggregator ที่รวมเอามาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ ทั้ง ช้อปปี้ ลาซาด้า เจดีเซ็นทรัล ฯลฯ รวมถึง LINE MyShop เองมาไว้บนLINE SHOPPING
ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาได้โดยตรงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แถมยังจูงใจลูกค้าด้วยการให้พอยต์และส่วนลดพิเศษที่ซื้อของผ่านไลน์
แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ตอบโจทย์มากนักเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะซื้อผ่านอีมาร์เก็ตเพลสเหล่านั้นโดยตรงมากกว่า
มาวันนี้จึงต้องจัดกระบวนทัพใหม่ จูงใจให้ร้านค้าและผู้บริโภคมาทำการซื้อขายบน LINE Shopping มากขึ้น
จากที่ไลน์เห็นข้อมูลแล้วว่า 62% กลุ่มนักช้อปออนไลน์นั้น ช้อปแบบโซเชียลคอมเมิร์ซ คือผ่านทางช่องทางโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และตัวไลน์เองเป็นหลัก
วันนี้ เลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ LINE ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันLINE SHOPPINGมีผู้ใช้งานต่อเนื่อง (Active User) อยู่ที่ 3 ล้านคนต่อเดือน และมองว่ายังสามารถเติบโตได้อีก
LINE SHOPPINGจึงปรับกลยุทธ์เป็น Social Commerce จากที่มีมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ มาอยู่บนแพลตฟอร์ม ทำให้ทรานแซกชั่นกระจายไปหมด ไลน์ต้องการจัดระเบียบโซเชียลคอมเมิร์ซใหม่
โดยหลังจากนี้บนLINE SHOPPINGจะเป็นแหล่งรวบรวมร้านค้าที่เปิดร้านด้วย LINE MyShop เท่านั้น
หนึ่งในข้อได้เปรียบของโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างไลน์ที่มีเหนือกว่ามาร์เก็ตเพลสนั้นคือ เรื่องของปฏิสัมพันธ์ ที่พฤติกรรมของผู้คนยังต้องการพูดคุย สอบถามมากกว่าแค่กดคลิกสั่งซื้อเท่านั้น
จุดนี้เองทำให้โซเชียลคอมเมิร์ซสามารถปิดการขายได้สูงถึง 45% ขณะที่การปิดการขายผ่านเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสอยู่ที่ 3% เท่านั้น
เลอทัดยังระบุว่าแกนหลักของ Social Commerce ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ
- Entertainment ด้วย Content ที่สนุกความบันเทิง
- Engagement นักช้อปสามารถมีส่วนร่วมกับผู้ขายได้ทุกเมื่อ
- Commerce การซื้อขายบนแพลตฟอร์มโซเชียลที่ง่ายและสะดวกรวดเร็ว
กลยุทธ์แรกที่ส่งออกมาเพื่อหวังจับกลุ่มลูกค้า และให้ร้านค้าพาตัวเองขึ้นมาอยู่บน LINE SHOPPING มากขึ้น คือการทำ LIVE Commerce ที่ดึงเอา “ป้าตือ” มาทำ “LINE SHOPPING x TUES LIVE” ที่เป็นการผสมผสานรายการทอล์กพร้อมการไลฟ์ขายของ (สินค้าจากร้านที่อยู่ใน line my shop) กันสด ๆ
ให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมกับผู้ขาย และปิดการขายผ่านไลฟ์ได้ทันที ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก่อนหน้าเราก็เห็นเทรนด์การไลฟ์ขายของเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งจากช่องทางโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงมาร์เก็ตเพลสอื่นที่มีฟีเจอร์ไลฟ์สดให้ร้านค้าไลฟ์ขายของ และมีปฏิสัมพันธ์ สร้างประสบการณ์การซื้อของให้กับลูกค้ามากขึ้น
แม้ LINE SHOPPINGจะมีข้อดี คือมีฟีเจอร์ให้ร้านค้าสามารถปิดการขายได้ทั้งระบบการทักแชต การสร้างแค็ตตาล็อก การชำระเงิน จบในที่เดียว
และยังมีจุดแข็งจาก LINE Ecosystem ที่เป็นแอปพลิเคชันแชตที่สามารถเข้าถึงคนไทยที่ใช้ไลน์กว่า 47 ล้านคน เข้าตรงถึงลูกค้าได้
แต่ความท้าทายของLINE SHOPPINGที่ผันตัวเองมาเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว และต้องการเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซใน 3 ปี เรามองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เพราะร้านค้าใน LINE MyShop ตอนนี้มีอยู่ 50,000 ร้านค้า จากจำนวนร้านและแบรนด์ที่เป็น LINE OA 4 ล้านราย
นั่นเท่ากับว่า บนLINE SHOPPINGจะมีร้านค้าให้ผู้บริโภคเลือกเพียง 50,000 ร้านเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งก็ดูเหมือนจะยังไม่มากพอ แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนร้านค้าที่อยู่บน LINE MyShop ก็ตาม
และจากการเข้าไปสำรวจบนLINE SHOPPINGอินเตอร์เฟซความง่ายของการเข้าใช้ในเรื่องของการค้นหาร้านดูจะยังใช้ยากกว่าเจ้าอื่น
รวมทั้งยังมีสินค้าไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น และของกินเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งตรงกับกลุ่มสินค้าที่ขายดีบนโซเชียลคอมเมิร์ซ คือ สินค้าแฟชั่น ความงาม และอาหาร จุดนี้มองว่าอาจจะเสียเปรียบได้เพราะคู่แข่งมีกลุ่มสินค้าให้เลือกหลากหลายมากกว่า
รวมถึงเกมราคาและโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่แต่ละแพลตฟอร์มส่งออกมาก็เป็นตัวดึงดูดผู้บริโภคไม่น้อย แม้จะต้องเข้าออกหลายแอปฯ หลายแพลตฟอร์มก็ตาม
จึงต้องจับตาดูว่าLINE SHOPPINGจะก้าวเป็นเบอร์ 1 ของโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่
คงต้องรอดูกัน
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
