โอ้กะจู๋, Cheevit Cheeva และ Brown Cafe ล้วนแต่เป็นร้านอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากเชียงใหม่ทั้งสิ้น

แล้วก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ จนทำธุรกิจชนะใจคนเมืองอย่างทุกวันนี้ได้  พวกเขามีจุดเริ่มต้นยังไงกันบ้าง? 

โอ้กะจู๋ 

โจ้-จิรายุทธ์ ภูวพูลผล หนึ่งใน 3 Founder ของแบรนด์ เคยให้สัมภาษณ์กับ Marketeer ไว้ว่า

“เรา (โจ้-อู๋-ต้อง) รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นด้วยกัน เรียนมัธยมด้วยกัน แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าพอโตมาจะได้ทำธุรกิจด้วยกัน 

พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มานั่งคุยกันว่าอยากทำฟาร์มผักออร์แกนิก เริ่มต้นด้วยการใช้เงินเก็บผสมเงินทุนจากครอบครัวร่วมลงขันกัน 

พร้อมกับลงแรงเพื่อเปลี่ยนเนื้อที่ 1 ไร่ที่เชียงใหม่จากคุณพ่อของอู๋ ที่ไม่ขัดความฝันเพี้ยน ๆ ของเด็กหนุ่ม ที่อยากผสมผสานเกษตรสมัยใหม่กับวิธีการเกษตรแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน”

และจากความฝันเล็ก ๆ ของเด็กเชียงใหม่ทั้ง 3 คนเมื่อ 9 ปีที่แล้ว  ในวันนี้โอ้กะจู๋ได้ขยายร้านทั้งหมดเป็น 10 สาขา กับรายได้ในปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ราว ๆ 643 ล้านบาท

อ่านเรื่องราวของโอ้กะจู๋เพิ่มเติมได้ที่ marketeeronline.co/archives/128578

Cheevit Cheeva

นี่คือร้านขนมหวานจากเชียงใหม่ที่เข้ามาขยายสาขาในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เจ้าของแบรนด์อย่าง แพร- กันติชา สมศักดิ์ ยังมีอายุเพียงแค่ 24 ปี 

แพรเคยเล่าให้ Marketeer ฟังว่าเธอก็เหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไปที่พอเรียนจบมาก็มีความฝันอยากจะเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง 

แต่ด้วยความที่เมื่อ 5 ปีก่อนร้านคาเฟ่นั้นมีเยอะมากมายไม่ต่างจากในปัจจุบัน 

เธอจึงเกิดความคิดว่า “มันต้องเป็นคาเฟ่ที่แตกต่าง ในแบบที่เชียงใหม่ยังไม่เคยมีมาก่อน

จึงกลายมาเป็นคาเฟ่ที่เสิร์ฟเมนูที่แปลกใหม่อย่างบิงซูบัวลอยไข่เค็ม และนี่ก็เป็นเหมือนเมนูพระเอกที่ลูกค้าต้องถ่ายรูปและแชร์ก่อนกิน จนทำให้ชีวิตชีวาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เพียง 1 ปีให้หลัง ชีวิตชีวาก็บินจากเชียงใหม่เพื่อมาเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์  และขยับขยายธุรกิจไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมีสาขาทั้งหมดกว่า 10 แห่งอยู่ทั่วประเทศ และอีกหนึ่งสาขาที่ไปไกลถึงไทเป 

อ่านเรื่องราวของ Cheevit Cheeva เพิ่มเติมได้ที่ marketeeronline.co/archives/95371

Brown Cafe

Brown Cafe แบรนด์ชานมไข่มุกสัญชาติไทยที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสองพี่น้องชาวเชียงใหม่ ที่โด่งดังได้ด้วยแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องมือการตลาดชั้นดี ที่ลูกค้ามักจะถ่ายรูปก่อนดื่มอยู่เสมอ

ซึ่งถ้าหากจำกันได้ Brown Cafe นี่แหละคือแบรนด์แรก ๆ ในไทยที่ใช้แก้วที่ด้านล่างมีดีไซน์โค้งมน จนชานมไข่มุกที่เกิดใหม่หลาย ๆ แบรนด์ยังต้องทำตาม 

แม้ Brown Cafe จะเข้ามาตอนที่ตลาดชานมไข่มุกเป็น Red Ocean ที่มีคู่แข่งทั้งจากแบรนด์ไทยและแบรนด์เทศมากมายเต็มไปหมด 

แต่ Brown Cafe ก็ยังได้รับความนิยมจนไปเตะตา CRG ซึ่งเป็นบริษัทร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล โดย CRG ได้ทุ่มเงินกว่า 70 ล้านบาท เพื่อเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Brown Cafe

อ่านเรื่องราวของ Brown Cafe เพิ่มเติมได้ที่ marketeeronline.co/archives/106935

จากการที่ Marketeer ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Founder ของทั้ง 3 แบรนด์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้ง 3 มักจะมีจุดร่วมของแนวคิด-มีกลยุทธ์ในการพาแบรนด์จากเชียงใหม่เข้ามาในกรุงเทพฯ ที่คล้าย ๆ กัน นั่นคือ 

1. ร้านเหล่านี้มักเป็นร้านดังในพื้นที่ เป็นร้านที่ถูกพูดถึงใน Social Media ในทำนองที่ว่า ‘เป็นร้านที่ห้ามพลาดเมื่อไปเชียงใหม่’

2. เมื่อธุรกิจที่เชียงใหม่เริ่มสุกงอม ประกอบกับการที่ร้านเป็นที่รู้จักอยู่แล้วผ่านทาง Social Media ก็หาโอกาสขยายตลาดด้วยการบุกกรุงเทพฯ 

3. สังเกตดูดี ๆ จะพบว่าร้านเหล่านี้จะใส่ element ของความคราฟต์และความเป็นศิลปะบางอย่างลงไปในจานอาหาร ตัวร้าน และการสื่อสารของแบรนด์

และแม้จะขยายสาขาไปยังกรุงเทพฯ หรือที่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยทิ้งตัวตนเหมือนอย่างที่เคยทำสาขาแรกที่เชียงใหม่

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจจากเชียงใหม่ประสบความสำเร็จในตลาดกรุงเทพฯ ได้ในจำนวนมาก ก็เพราะข้อได้เปรียบด้านการเป็นเมืองท่องเที่ยว

ที่ในปีหนึ่ง ๆ (ช่วงก่อนโควิด) มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในเชียงใหม่กว่า 10 ล้านคน โดยประมาณ 7 ล้านคนคือนักท่องเที่ยวชาวไทย  นี่จึงเป็นโอกาสที่ทำให้คนนอกพื้นที่ได้รู้จักกับร้านเหล่านี้มากขึ้น

ส่วนในอีกแง่มุมหนึ่งที่ Covid-19 เข้ามาสร้างผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวจนส่งผลกระทบให้รายได้ของเชียงใหม่หายไปนับแสนล้านบาท 

การที่แบรนด์เหล่านี้ได้รุกตลาดเข้ามาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง ที่ทำให้ธุรกิจไม่ต้องพึ่งพารายได้จากแหล่งทำเลเดียวเท่านั้น

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer