ก่อนหยุดยาวสงกรานต์ อาณาจักรคอนเทนต์อย่าง JKN ของแม่แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ สร้างเซอร์ไพรส์ปิดดีลซื้อหุ้นช่อง New18 จากกลุ่มเหตระกูล เข้ามาดูแลเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนจักรพงษ์แบบ 100%
(อ่านต่อ: JKN ปิดดีลซื้อ New18)
คำถามที่ตามมาหลาย ๆ คำถามคือ ทำไม JKN ถึงเลือกปิดดีลกับช่องที่มีเรตติ้งรั้งท้าย แล้วเม็ดเงินที่ลงทุนไปพันล้านนี้จะคุ้มหรือไม่
วันนี้ซีอีโออย่างแอน จักรพงษ์ พร้อมกับรองกรรมการผู้จัดการสายการเงินและบัญชี ออกมาให้คำตอบผ่าน CONFERENCE “JKN PHENOMENON 2021” พร้อมทิศทางหลังจากนี้
จากเมื่อกว่า 10 ปีก่อน แอนเห็นโอกาสในธุรกิจคอนเทนต์ที่มองว่าคืออนาคตที่สร้างรายได้
ค่อย ๆ ลองซื้อลิขสิทธิ์มาขายได้กำไรไม่กี่สิบล้าน มาตอนนี้อาณาจักรจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในชื่อ ‘เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย’ มีรายได้ระดับ 1,600-1,700 ล้าน
ปี 2560 แอน จักรพงษ์ พา JKN เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ตั้งแต่เริ่มเราตั้งเป้าตัวเองว่าเป็น “Content Commerce Company” มาโดยตลอด
แอน จักรพงษ์บอกให้ฟังในวันนี้ว่า “เรามองตัวเองมาตั้งแต่ต้น ศึกษามาโดยตลอด แต่ก่อนเรียกตัวเองได้แค่ธุรกิจคอนเทนต์ วันนี้ได้เรียกตัวเองแบบที่ตั้งใจไว้เสียที”
จิ๊กซอว์ที่ทำให้อาณาจักร JKN ถูกเรียกได้เต็มปากว่า “Content Commerce Company” นั้น คือการขยายธุรกิจมาสู่ธุรกิจคอมเมิร์ซ ขายสินค้าที่ใช้ความแข็งแกร่งของคอนเทนต์ที่มีให้เป็นประโยชน์
รวมถึงการเข้าซื้อช่องทีวีดิจิทัล “NEW18” ที่มาพร้อมกับการยกระดับคอนเทนต์ที่มีอยู่ของ JKN จากช่องดาวเทียม JKN TV สู่ทีวีดิจิทัล ที่แอน จักรพงษ์ เห็นโอกาสและมีความพร้อมประจวบเหมาะพอดี
ก่อนหน้าที่จะมาลงเอยกับดีลช่อง NEW18 แอนบอกว่า มีหลายช่องติดต่อเข้ามา พูดคุยกัน ให้เข้าไปลงทุนถือหุ้น 20% 40% มีหลายเจ้ามาก แต่ช่อง18 มาแบบเปรี้ยงคือเราเป็นเจ้าของแบบ 100% แล้วทำไมจะไม่คว้าไว้
ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บตกลง เพราะการทำงานตามสไตล์ของแอน จักรพงษ์ คือ ‘เขี้ยวลากดิน’ อะไรไม่คุ้มคือไม่ทำ
เดือนมีนาคม 2564 JKN ทดลองตลาดด้วยการเช่าเวลาออกอากาศของ New18 เพื่อทดลองนำคอนเทนต์เข้ามาออนแอร์ใน New18 ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
“อยู่ช่องที่เท่าไรไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าหลังจากตรงนี้จะเดินไปอย่างไร หากให้เราไปซื้อช่องที่เขาเรตติ้งดี ใครจะไปขาย เพราะช่องเรตติ้งรั้งท้ายเจ้าของจึงขาย และเราจึงซื้อ สไตล์ของเราคือเปลี่ยนก้อนหิน ให้กลายเป็นทองคำ”-คำตอบตรง ๆ ของแอน จักรพงษ์
เคลียร์ให้ชัดกว่าเดิม แอน จักรพงษ์ คำนวณให้ดูแบบชัดๆ
ดีลที่เกิดขึ้นนี้ 1,060 ล้านบาท หักค่าอาคาร สถานที่ อุปกรณ์ที่เจ้าของเดิมลงทุนไปแล้ว 500 ล้านบาท หัก Tax Shield ไปอีก 400 ล้านบาท เท่ากับ 160 ล้านบาทกับสัมปทาน 8 ปีที่เหลือ
คำนวณง่าย ๆ คือตกเดือนละ 1.6 ล้าน ที่แอนคอนเฟิร์มว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เพราะแค่ไปเช่าช่องดาวเทียมก็ราคาราว ๆ นี้ แต่ตอนนี้เธอคือเจ้าของช่องเอง

ทำให้ตอนนี้อีโคซิสเท็มของ JKN จะมีทั้งคอนเทนต์ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์มากมายในมือ แถมยังมีช่องทีวีเป็นของตัวเอง ที่ใช้ 2 อย่างนี้เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจคอมเมิร์ซที่กำลังปลุกปั้น
ได้ทั้งรายได้จากการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ และได้รายได้จากการขายสินค้า
แล้วเป้าหมายธุรกิจปีนี้ และในอีก 3 ปีหลังจากนี้เป็นอย่างไร
ธีรภัทร์ เพ็ชรโปรี รองกรรมการผู้จัดการสายการเงินและบัญชี JKN ระบุว่า ปีนี้จะลุยธุรกิจคอมเมิร์ซเต็มตัว หลังจากที่เริ่มลุยธุรกิจคอมเมิร์ซเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
เปิดตัวธุรกิจใหม่ “JKN Shopping” มีผลิตภัณฑ์ความงามตัวแรกในชื่อ C-TRIA
ส่วนปีนี้จะมีสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาดร่วม 20 รายการ
ในจำนวนนี้จะมีผลิตภัณฑ์จากกัญชงที่จับมือกับ DOD ราว 10 รายการ เป็นเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
จากที่รายได้ 96% ของบริษัทมาจากการขายคอนเทนต์ ปีนี้ตั้งเป้ามีรายได้รวม 2,500 ล้านบาท
แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ Content ประมาณ 2,000 ล้านบาท (80%)
และธุรกิจ Commerce อีก 500 ล้านบาท (20%)
เป้าหมายภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท
ส่วนดีลพันล้านนี้จะคืนทุนเมื่อไร
คำตอบจากรองกรรมการผู้จัดการสายการเงินและบัญชี JKN คือคาดว่าจะคืนทุนใน 4 ปี
เพราะเราไม่ได้มองธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นหลัก แต่ JKN เอาธุรกิจคอมเมิร์ซมาเมิร์ซกับธุรกิจคอนเทนต์ที่จะทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
JKN จะทำตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ต้องติดตาม
ที่แน่ ๆ ต้นเดือน พ.ค. นี้ชื่อช่อง NEW18 จะไม่มีอีกต่อไป จะเปลี่ยนเป็น JKN18 แทน
–
