ปัญหาที่รุมเร้าทำให้ยืนหนึ่งห้างสรรพสินค้าในสหรัฐด้วยจำนวนสาขามากสุดต้องตัดสินใจขายกิจการ

Kohl’s เผยว่าอยู่ระหว่างการเจรจาขายกิจการหลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาโรคระบาด พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การพ่ายสงครามราคา และเพลี่ยงพล้ำให้กับแพลตฟอร์ม E-commerce โดยมีความเป็นไปได้ว่าที่สุดแล้วเจ้าของใหม่อาจเป็น Franchise Group 

ช่วงสถานการณ์โควิดห้างสรรพสินค้าทั่วโลกเผชิญวิกฤตใหญ่ใหญ่ เพราะต้องปิดสาขาทั้งหมดตามมาตรการตัดวงจรระบาดของรัฐบาล นำมาสู่ภาวะขาดทุน

จนทำให้การยื่นล้มละลายเพื่อพิทักษ์ทรัพย์พร้อมความหวังว่าจะฟื้นกลับมาได้เกิดขึ้นกับห้างสรรพสินค้าทั่วโลก

แน่นอนว่าห้างสรรพสินค้าในสหรัฐก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยทั้ง Sears, JCPenney, Neiman Marcus, Barney’s ล้วนผ่านการยื่นขอล้มละลายมาแล้ว

ด้าน Kohl’s ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจห้างสรรพสินค้าสหรัฐ ด้วยจำนวนสาขามากถึง 1,100 แห่ง และมียอดขายสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 655,000 ล้านบาท) ต่อปี โดยแม้รอดจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้แต่ก็สะบักสะบอม และปัจจุบันก็ไม่ต่างจากนักมวยเมาหมัด ซ้ำร้ายโค้ชก็ไม่สามารถแก้เกมได้อีก

ความสะดวกและยังกังวลสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐใช้แพลตฟอร์ม E-commerce อย่าง Amazon กันมากขึ้น

ส่วนผู้ที่เข้าไปจับจ่ายใช้สอยก็เลือกเข้าห้างค้าปลีกที่มีสินค้าราคาย่อมเยา (Discount store) เช่น Target และ Walmart รวมไปถึง TJMaxx ที่ขายเสื้อผ้าราคาเข้าถึงได้กันมากขึ้น

สถานการณ์ที่ไม่เป็นใจเหล่านี้ฉุดให้ยอดขายของ Kohl’s ร่วงอย่างหนัก จนต้องตัดสินใจขายกิจการ โดย Kohl’s เผยว่าเจรจาเรื่องนี้กับ Franchise Group บริษัทถือหุ้น (Holding company) รายใหญ่ที่เป็นเจ้าของห้างค้าปลีกหลายแห่งในหลายธุรกิจแห่งของสหรัฐ เช่น Vitamin Shoppe (อาหารเสริม),

Pet Supplies Plus (อาหารสัตว์) และ Bedrock Home Furnitures (เฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน) มา 3 สัปดาห์แล้ว

พร้อมความหวังว่าจะปิดการดีลได้ในที่สุด โดยนักลงทุนในสหรัฐตอบรับกับข่าวนี้ในทางบวก ดันราคาหุ้นของ Kohl’s ช่วงเปิดการซื้อ-ขายเมื่ออังคารที่ผ่านมา (7 มิถุนายน) ปรับขึ้นมาถึง 10% / cnn



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน