เป็นเหมือนธรรมเนียมของทุกปลายปี ที่ Marketeer จะหยิบประเด็นในเรื่องเทรนด์ของปีหน้ามาเล่าให้คุณผู้อ่านและคนในแวดวงธุรกิจได้ฟังกัน เพื่อที่จะเตรียมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
หนึ่งในนั้นคือเรื่องของเทรนด์ในวงการโฆษณา ที่ไม่ได้หมายถึงแค่วิธีในการสร้างสรรค์งาน เพราะการทำโฆษณาแต่ละอัน ยังสะท้อนไปถึงสภาพคล่องของแบรนด์ พฤติกรรมของผู้บริโภค รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ซึ่งก็คงจะไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเอเยนซี่โฆษณา โดยครั้งนี้ Marketeer ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ แม็ค สุนาถ ธนสารอักษร หนึ่งในสามผู้ก่อตั้ง Rabbit’s Tale ดิจิตอลเอเยนซี่มาแรงแห่งปี
สะท้อนได้จากการขยายตัวของ Rabbit’s Tale เองที่แตกไลน์ออกมาเป็นอีกหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Moonshot, Code & Craft และ The Zero ที่เตรียมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในต้นปี 2017
ส่วนมุมมองของแม็คต่อเทรนด์ของด้านต่าง ๆ ในปีหน้าจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้

ต้นปี 2017 แบรนด์จะเริ่มกลับมาใช้งบโฆษณา แต่ต้องเป็นแคมเปญที่มีเนื้อหาเหมาะสม
ภาพรวมของวงการโฆษณาในปีที่ผ่านมาก็เป็นไปตามที่หลาย ๆ สำนัก ไม่ว่าจะเป็น DAAT หรือ MAAT คาดการณ์เอาไว้ คือมีมูลค่าตลาดแตะถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท
เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีการหยุดชะลอตัวไปบ้าง เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต ซึ่งทุกฝ่ายก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
โดยบางงานที่เตรียมจะ Launch ในช่วงนี้ก็ต้อง Hold เอาไว้ก่อน และคาดว่าจะเริ่มกลับมาใหม่ในช่วงต้นปี 2017 หรือก่อนหน้านั้นที่เป็นช่วง Festival อย่างคริสมาสต์ เพียงแต่ต้องมีการปรับเนื้อหาให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ดูไม่ขัดต่อสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนั้นจนเกินไป
ในปีหน้า คอนเทนต์ที่เป็น Text และภาพ จะเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเป็นวิดีโอมากขึ้น
ในปีหน้าคนไทยก็ยังจะอยู่บน Platform แบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Youtube, Instagram หรือ Line
เพียงแต่จะมีบางสิ่งที่เปลี่ยนไป คือเหล่า Publisher จะเริ่มปรับคอนเทนต์ที่เป็น Text และรูปภาพให้กลายมาเป็นแบบวิดีโอมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่ชอบดูคอนเทนต์ผ่านวิดีโอ ดังนั้นภายในปีหน้าวิดีโอที่เราเห็นบนโลกออนไลน์จะไม่ได้มีแค่ TVCหรือ Viral Clip
ส่วนเทคโนโลยีที่เริ่มมีความ Advance ขึ้นมาหน่อยอย่าง Internet of thing, VR หรือ AR (ที่แม้จะมี Pokemon Go เข้ามาแต่ก็เป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น) ก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ มีก็แต่เหล่า innovator เท่านั้นที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

อยากเป็น Publisher ที่คนจำได้ ต้องกำหนด Position ให้ชัดเจน
ผู้คนเสพข่าวจากหน้า New Feed จากสิ่งที่เพื่อนแชร์กันต่อ ๆ มา ไม่ใช่การเข้าไปในเว็บไซต์หรือแฟนเพจ Facebook เพื่อเข้าไปดูเนื้อหาข้างในแต่อย่างใด
สิ่งที่เหล่า Publisher ต้องทำเพื่อที่จะให้คอนเทนต์ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาใน New Feed นั่นก็คือการกำหนด Position ของตัวเองให้ชัดเจน กำหนดแนวทางให้แน่วแน่ไปเลยว่าคอนเทนต์ที่จะปล่อยออกไปจะเป็นทิศทางไหน เพราะถ้ามัวแต่มาสะเปะสะปะ กว้างแต่ไม่ลึก แม้ผู้คนจะคลิกอ่าน แต่ก็คงไม่อาจจำได้ว่าใครเป็นคนทำคอนเทนต์นั้นขึ้นมา
สื่อหลักอยากเข้าสู่ดิจิตอล ต้องปรับคอนเทนต์ให้ Sociable
เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ติดกับสื่อออนไลน์ Traditional Media ทั้งหลายจึงปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์บ้าง ซึ่งแม็คให้มุมมองกับตรงนี้เอาไว้ว่า หากอยากจะเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์ให้กับตัวเอง คอนเทนต์เหล่านั้นจะต้องมีความ Sociable
ไม่ใช่การเอา TVC จาก TV ไปใส่ใน Facebook หรือเอา Magazine ไปใส่บน E-book (ในกรณีนี้เฉพาะกับคนไทยที่ส่วนใหญ่ไม่นิยมอ่านหนังสือผ่าน E-book) แต่คือการนำเอาไอเดีย คอนเซปต์เดิม ไปปรับให้เหมาะกับรูปแบบบนออนไลน์นั่นเอง

เมื่อ Online และ Offline ไม่ได้แยกออกจากกัน ดิจิตอลเอเยนซี่ ต้องปรับตัว
จากเมื่อก่อน หากจะทำ Marketing Online แบรนด์มักจะมองหาเอเยนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดิจิตอลโดยเฉพาะ แต่ในปัจจุบัน Online และ Offiline ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แบรนด์เริ่มหันมาใช้ทั้งสองสื่อควบคู่ไปด้วยกัน เช่นทำคอนเทนต์ในออนไลน์ พร้อมกับการทำ TVC และสื่อ Out Of Home เพื่อสร้าง Awareness จนนำมาสู่การรับรู้ของผู้คนอย่างรอบด้าน
เมื่อเป็นแบบนี้ แบรนด์ก็จะเริ่มมองหาคลับเอเยนซี่ คือเป็นเอเยนซี่แบบ One stop service ที่ทำสื่อได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ หรือถ้าสามารถทำโปรดักท์ชั่น ทำพีอาร์ให้แบรนด์ด้วยได้ ก็จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเอเยนซี่เจ้านั้นขึ้นไปอีก
ดังนั้นเอเยนซี่ที่เป็นดิจิตอลอย่างเดียว จึงต้องหาวิธีในการปรับตัว เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของแบรนด์ รวมไปถึงการอยู่รอดในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงแบบนี้ด้วย

Bible แห่งความคิดสร้างสรรค์ ในสไตล์ของ Rabbit’s Tale
แม้จะไม่เกี่ยวกับประเด็นเทรนด์ในวงการโฆษณาปี 2017 สักเท่าไหร่ แต่นี่ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เราสนใจ จนไม่สามารถตัดมันออกไปจากบทความนี้ได้จริง ๆ
นั่นก็คือวิธีการคิดสร้างสรรค์งานของ Rabbit’s Tale ซึ่งแม็คบอกกับเราว่า เมื่อได้รับ Brief มา ทีมจะย้อนกลับไปถามเป้าหมายเชิงธุรกิจของลูกค้าก่อน ว่าต้องการทำแคมเปญนี้ไปเพื่ออะไร เพื่อสร้างยอดขาย สร้าง Awareness หรือสร้างภาพลักษณ์ เมื่อ Objective ชัดเจน ก็จะมา Brain Strom กัน
โดยต้องอยู่ภายในกรอบของระยะเวลาและ Budget ที่กำหนดไว้ ตอบโจทย์เชิงธุรกิจของลูกค้าได้แบบไม่อ้อมค้อม
สุดท้ายแล้วเมื่อคิดนู่นคิดนี่กันมา ก่อน Launch งานออกไป จะต้องผ่านด่านสุดท้าย คือดูว่างานนั้นมันมีความ effective creativity หรือดูแล้วรู้สึกสร้างสรรค์ไหม ถ้าไม่นั่นก็หมายถึงปัญหาแล้วหละ
