ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญในปี 2024 ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลายประเทศโดนพายุทางเศรษฐกิจพัดจนเซ

แต่ไม่น่าเชื่อว่ายังมีอีกหลายประเทศที่สามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างดี ดังนั้น มาพิจารณาดูปัจจัยความสำเร็จ รวมถึงวิธีการที่ประเทศเหล่านั้นใช้ในการประคองและนำพาเศรษฐกิจของให้ก้าวพ้นความยากลำบากมาได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ในบทความนี้เราจะพาผู้อ่านไปดูว่ามีประเทศใดบ้างที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ชนะเศรษฐกิจประจำปี 2024” โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การลงทุนจากต่างประเทศ นโยบายการคลังและการเงิน ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมทั้งถอดบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จที่น่าสนใจ

ปี 2024 เป็นอีกปีที่ต้องบอกว่าหนักหนาสาหัสพอสมควรสำหรับหลาย ๆ ประเทศ เพราะทุก ๆ ปีทุกประเทศต่างก็อยากรักษาอัตราการเติบโตให้ได้อย่างน้อยสุดก็เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ตลอดทั้งปี 2024 หลายประเทศต้องพบเจอกับอุปสรรคที่มาขัดขวางการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี สงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง การเลือกตั้งในประเทศที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างอเมริกาและอินเดีย

ถ้าดูแค่ปัจจัยลบจะเห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรดีเลยในปี 2024 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป แต่ตัวเลขที่แท้จริงจากการเปิดเผยของ IMF พบว่า เศรษฐกิจโดยรวมของโลก (Global GDP) ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2024 โดยเติบโตที่อัตรา 3.2% อัตราเงินเฟ้อลดลงและการจ้างงานก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ตลาดหุ้นเองก็บวกมากกว่า 20% เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมโลกที่สดใสยังคงซ่อนความแตกต่างที่มากมายระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อประเมินความแตกต่างเหล่านี้  The Economist ได้รวบรวมข้อมูลตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน 5 ตัว ได้แก่

1. GDP

2. ประสิทธิภาพของตลาดหุ้น

3. อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

4. อัตราการว่างงาน

5. การขาดดุลทางการค้าของรัฐบาล

โดยเป็นการเอาตัวเลขต่าง ๆ ทั้ง 5 ข้อของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่จำนวน 37 ประเทศ (แต่เรายกมา 10 ประเทศ) มาเปรียบเทียบกัน จากนั้นจึงจัดอันดับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศตามประสิทธิภาพ แล้วมาดูว่าใครคือผู้ชนะตัวจริง และเพราะอะไรพวกเขาถึงชนะ

 

ลำดับ ประเทศ อัตราการเติบโตของ GDP ภาพรวมตลาดหุ้นของประเทศ เงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน ดุลบัญชีเดินสะพัด
1 สเปน 3.5 17.1 2.4 -0.7 -0.6
2 ไอร์แลน 2.0 17.6 2.3 -0.3 4.2
3 เดนมาร์ก 2.5 7.8 1.1 -0.1 1.1
4 กรีซ 3.7 10.6 3.5 -0.6 2.1
5 อิตาลี 0.6 12.4 1.8 -1.4 -0.1
6 โคลัมเบีย 2.6 16.5 6.0 -0.7 -0.1
7 อิสราเอล 6.7 26.7 3.1 -0.7 -6.3
8 ลิทัวเนีย 3.4 10.7 3.2 -0.1 -0.8
9 สวิตเซอร์แลนด์ 1.9 7.4 1.0 0.3 0.6
10 เกาหลีใต้ 1.6 0.3 1.9 -0.5 -0.6
20 สหรัฐอเมริกา 2.5 23.6 3.5 0.4 -3.7
23 เยอรมนี 0.1 15.1 2.6 0.2 -1.3
25 ญี่ปุ่น 0.2 12.1 2.3 0.0 -6.0

 

พิจารณา 5 ปัจจัยชี้วัดเศรษฐกิจ

อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP Growth Rate)

ปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจพื้นฐานที่ทุกประเทศใช้กันเพื่อวัดว่าประเทศมีการก้าวไปข้างหน้าหรือไม่ในแง่การเติบโตด้านเศรษฐกิจ นั่นก็คือการเติบโตที่แท้จริงของ GDP (Real GDP Growth) ถือเป็นตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้มากที่สุดสำหรับการตรวจวัดสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ

ในปี 2024 นี้ GDP ทั่วโลกได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกา รวมถึงการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภค ถ้าดูจากตารางแม้ว่าอันดับ 1 ของตารางอย่าง สเปน จะนำมาเป็นอันดับ 1 ในแง่การเติบโตในภาพรวม แต่ถ้านับเฉพาะตัวเลขการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง เราจะพบว่า “อิสราเอล” เป็นประเทศที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด ซึ่งตามข้อมูลของ OECD การเติบโตที่แข็งแกร่งของอิสราเอลจะสะท้อนถึง การฟื้นตัว จากภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็วในไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่การต่อสู้กับกลุ่มฮามาสเริ่มต้นขึ้น

ส่วน สเปน ผู้ชนะในปี 2024 อัตราการเติบโตของ GDP ประจำปี 2024 มีแนวโน้มที่จะโตเกิน 3% ซึ่งการเติบโตก็มาจากตลาดแรงงานที่เข้มแข็งและการย้ายถิ่นฐานเข้ามาของผู้อพยพในระดับสูงซึ่งช่วยยกระดับผลผลิตทางเศรษฐกิจไปโดยอัตโนมัติ แม้ว่า GDP ต่อหัวของสเปนจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ก็เพิ่มขึ้นน้อยกว่า GDP ในภาพรวมของประเทศ

ด้านประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป การเติบโตยังไม่โดดเด่นมากนัก ยกตัวอย่าง เยอรมนีและอิตาลีเป็น 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูง และอุตสาหกรรมการผลิตที่ซบเซา โดยเฉพาะเยอรมนี ประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์เบอร์ 1 ของโลกที่สูญเสียความสามารถด้านการแข่งขันให้กับจีน ส่วนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่น มีการคาดหมายว่า GDP จะเติบโตเพียง 0.2% เท่านั้น เป็นผลมาจากการท่องเที่ยวที่ซบเซาและอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ประสบปัญหาที่ก็เจอจีนทำพิษไปมากเช่นเดียวกันกับเยอรมนี

ผลตอบแทนของตลาดหุ้น (Stock market return)

ปัจจัยชี้วัดตัวที่ 2 ได้แก่ ผลตอบแทนของตลาดหุ้น นักลงทุนไม่สนใจเดือนสิงหาคมที่ผันผวน ซึ่งการยุติการซื้อขายแบบ Carry Trade ของเงินเยนทำให้เกิดความกลัวต่อวิกฤตการณ์ หุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อที่น่าประทับใจที่ 24% โดยมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีซึ่งมีมูลค่าสูงอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้น ตลาดของแคนาดาซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านทางใต้ ก็รายงานกำไรที่ดีเช่นกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากผลงานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมพลังงานและการธนาคาร

ด้านดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าผลการดำเนินงานประจำปีโดยรวมจะอยู่ในระดับปานกลางก็ตาม ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ร่วงลงอย่างหนักหลังจากที่ประธานาธิบดีพยายามจะขายหุ้นให้กับประชาชนในวันที่ 3 ธันวาคม

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation)

ต่อมาเรามาดูปัจจัยตัวที่ 3 กันบ้าง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะต้องมีการตัดปัจจัยที่จะนำมาคิดคำนวณที่ผันผวน อย่างราคาพลังงานและอาหารออกไป เพื่อบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านราคาพื้นฐานอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะลดลงอย่างมาก แต่ราคาค่าบริการต่าง ๆ ในหลายประเทศยังคงสูงอยู่ อย่างในอังกฤษ การเติบโตของค่าแรงยังคงผลักดันให้ต้นทุนบริการสูงขึ้น หมายความว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว เช่นเดียวกับในออสเตรเลีย ต้นทุนที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นมีส่วนทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้น ตรงกันข้ามกับฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ที่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้บ้างแล้ว

อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate)

พูดถึงปัจจัยตัวที่ 4 อัตราการว่างงาน สัญลักษณ์ที่สุดแสนจะคลาสสิกของความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ คือ อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น เรื่องนี้จะว่าเซอร์ไพรส์หรือไม่ก็ไม่เชิง เพราะเป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้เอาไว้แล้ว ว่าถ้าธนาคารกลางเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ผู้คนก็มีโอกาสกระเด็นออกจากตำแหน่งงานของพวกเขาได้ทุกเมื่อ

อย่างในยุโรปตอนใต้ ซึ่งยังคงประสบปัญหาการว่างงานสูง พบว่ามีการปรับปรุงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอัตราการว่างงานในกรีซ อิตาลี และสเปน ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ อิตาลีมีการพัฒนามากที่สุด โดยอัตราการว่างงานลดลง 1.4 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี

ในอเมริกาและแคนาดา ซึ่งอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แนวโน้มดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากการที่ผู้คนกลับเข้าสู่กำลังแรงงาน และจากจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองที่เพิ่มมากขึ้น

ดุลบัญชีเดินสะพัด (Primary Balance)

ปัจจัยตัวสุดท้ายที่สำนัก The Economist ใช้วัดว่าประเทศใดใช้เครื่องมือทางบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นก็คือ ดุลการคลัง ซึ่งจะไม่รวมการจ่ายดอกเบี้ย เป็นสัดส่วนของ GDP หลังจากการใช้จ่ายจำนวนมากมาหลายปี

หลายประเทศจำเป็นต้องรวมหนี้เพื่อให้แน่ใจว่าภาระหนี้ยังคงจัดการได้ เดนมาร์กและโปรตุเกสโดดเด่นในด้านการเกินดุลงบประมาณที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งผ่านวินัยการคลัง นอร์เวย์และไอร์แลนด์ยังมีการเกินดุลเช่นกัน แม้ว่าจะมีเหตุผลอื่น ๆ เช่น นอร์เวย์มีรายได้จากน้ำมัน และไอร์แลนด์มีกำไรจากภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาษีย้อนหลังหลายพันล้านดอลลาร์จาก Apple

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การขาดดุลหลักของโปแลนด์เกิน 3% ของ GDP เนื่องจากการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสงครามของรัสเซียในยูเครน ในญี่ปุ่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่มุ่งเป้าไปที่การพยุงเศรษฐกิจและลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มปัญหาหนี้สิน เนื่องจากยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษกำลังจะสิ้นสุดลง เส้นทางหนี้ของอังกฤษกำลังเสื่อมถอยลง งบประมาณล่าสุดไม่สามารถฟื้นฟูการเงินสาธารณะได้ ฝรั่งเศสจมอยู่กับความวุ่นวายทางการเมืองและไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้

เมื่อปี 2025 มาถึง เศรษฐกิจโลกกำลังจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่จัดการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งหลายประเทศได้ต้อนรับผู้นำที่อาจถูกเรียกว่า “ไม่สามารถคาดเดาได้” การค้ากำลังตกอยู่ในอันตราย หนี้สาธารณะกำลังพุ่งสูงขึ้น และตลาดหุ้นแทบไม่มีที่ว่างสำหรับข้อผิดพลาด สำหรับในปี 2024 นี้ อย่างน้อย สเปน กรีซ และอิตาลี ก็สามารถฉลองไปกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้

ถอดบทเรียนจากแชมป์อย่าง สเปน

ย้อนไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน สเปนเป็นประเทศที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก รัฐบาลและธนาคารของสเปนดูเหมือนจะอยู่ในวังวนแห่งความล้มเหลวและต้องพึ่งพาการช่วยเหลือทางการเงินอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำร้ายบรรดาคนหนุ่มสาวที่หวังให้เป็นกำลังหลักของประเทศต่างอพยพออกจากประเทศ บ้านเรือนถูกสร้างไม่เสร็จและสนามบินถูกทิ้งร้าง เหลือเพียงซากของฟองสบู่การก่อสร้างที่แตกสลาย

 

แผนภูมิแสดงให้เห็นว่า Real-GDP ของสเปนโตแซงหน้าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปไปแบบไม่เห็นฝุ่น: Costar

ถ้าอย่างนั้นแล้ว สเปน ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นเศรษฐกิจโลกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2024 ได้อย่างไร? ถ้าพิจารณาจาก 5 ปัจจัยอย่างที่เรากล่าวเอาไว้ตอนต้น เช่น การเติบโตของ GDP อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน นโยบายการเงิน และประสิทธิภาพของตลาดหุ้น ก็ต้องบอกทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมและอัตราการจ้างงานนั้นกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีและเร็วกว่าอเมริกาเสียด้วยซ้ำ เราไปดูข้อมูลจำเพาะด้านเศรษฐกิจของสเปนกันก่อนดีกว่า

การเติบโตทางเศรษฐกิจ

การเติบโตของ GDP: คาดว่าเศรษฐกิจของสเปนจะโตประมาณ 3.0% ในปี 2024 รองลงมาคือ 2.3% ในปี 2025 และ 2.1% ในปี 2026 การเติบโตของเศรษฐกิจสเปนส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่แข็งแกร่งเป็นหลัก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่ฟื้นตัว

ผลการดำเนินงานล่าสุด: ในปี 2023 เศรษฐกิจของสเปนเติบโตประมาณ 2.5% ฟื้นตัวจากการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการระบาด ไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 มีอัตราการเติบโต 0.6% สะท้อนถึงอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งแม้จะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อและราคา

อัตราเงินเฟ้อ: หลังจากที่ประสบกับอัตราเงินเฟ้อในระดับ 2 หลักในช่วงปี 2022 อัตราเงินเฟ้อของสเปนได้ลดลงแต่ยังคงสูงขึ้นเมื่อเทียบกับระดับก่อนการระบาด ณ เดือนมีนาคม 2024 อัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 3.2% โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) อยู่ที่ 3.3%

แรงกดดันด้านราคา: แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานคาดว่าจะคลี่คลายลง แม้ว่าการยกเลิกมาตรการของรัฐบาลเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่สูงอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นชั่วคราวก็ตาม

การจ้างงาน

อัตราการว่างงาน: แม้จะมีการปรับปรุง แต่สเปนยังคงเผชิญกับการว่างงานเชิงโครงสร้างที่สูง โดยตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราการว่างงานอยู่ที่ 11.80% ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2023 อย่างไรก็ตาม ประเทศนี้พบเห็นการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดแห่งหนึ่งในยุโรป

ดุลการค้า

การขาดดุลของรัฐบาล: มีการคาดว่าในปี 2024 สเปนมีโอกาสขาดดุลการค้าได้สูงถึง 3.0% เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเลิกใช้มาตรการบรรเทาราคาพลังงาน คาดว่าจะลดลงอีกในปีต่อ ๆ ไปเนื่องจากรายรับจากภาษีที่แข็งแกร่งและการควบคุมค่าใช้จ่ายหลักที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้

อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP: คาดว่าอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ของสเปนจะลดลงทีละน้อย โดยจะแตะระดับประมาณ 101.1% ในปี 2026

อุตสาหกรรมหลัก

อุตสาหกรรมหลักส่วนสำคัญ: เศรษฐกิจของสเปนได้รับประโยชน์จากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การผลิต บริการทางการเงิน และสารเคมี การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวคิดเป็นประมาณ 5% ของ GDP ทำให้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

บรรยากาศการลงทุน: การนำแผนฟื้นฟูและความยืดหยุ่นมาใช้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่งผลให้โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น

ปัจจุบันเศรษฐกิจของสเปนกำลังฟื้นตัวอย่างมั่นคง โดยมีการคาดการณ์การเติบโตที่ดีซึ่งขับเคลื่อนโดยการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ในขณะที่ความท้าทาย เช่น การว่างงานและเงินเฟ้อที่สูงยังคงมีอยู่ การปฏิรูปและการลงทุนเชิงกลยุทธ์น่าจะช่วยรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้

 

สเปนคือผู้ชนะตัวจริงในเรื่องเศรษฐกิจปี 2024: KAYAK

สเปนเป็นตัวอย่างที่ดีในการตอบโต้คำวิจารณ์ที่ว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปกำลังประสบกับภาวะซบเซา เศรษฐกิจของสเปนกำลังได้รับผลตอบแทนจากการปฏิรูปในอดีต ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำหรับทวีปอื่น ๆ  ซึ่งบทเรียนแรก ที่สามารถแกะรอยความสำเร็จจากสปนได้ก็คือ สเปนเปลี่ยนเป้าไปเน้นที่การบริการและไม่มุ่งเน้นไปแต่กับการผลิต แม้ว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมในสเปนจะไม่ลดลงอย่างรวดเร็วเท่ากับในเยอรมนี (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนพลังงานที่ลดลง) แต่ก็ยังคงซบเซาไม่แพ้ประเทศอื่น ๆ ในยุโรป

แต่มาดูที่การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวของประเทศสเปนฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงการระบาดของโควิด-19 และสเปนก็กำลังทำการเพิ่มคุณค่าให้แก่วงการงานบริการห่วงโซ่คุณค่า โดยการส่งออกบริการที่ปรึกษาและความรู้ด้านเทคโนโลยี รวมถึงแสงแดด และ ซังกรีอา เพิ่มมากขึ้น (สเปนได้ชื่อว่าเป็นประเทศยอดฮิตที่มีชายทะเลและแสงแดดที่สวยงาม) บริการที่ไม่ใช่การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5.5% ของ GDP ก่อนเกิดการระบาดเป็น 7-8% ในปัจจุบัน BBVA ซึ่งเป็นธนาคารแห่งหนึ่งกล่าว

ซังกรีอา (Sangria) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต้นกำเนิดในสเปนและโปรตุเกส เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องรสชาติที่สดชื่น หวานอมเปรี้ยว และมีส่วนผสมของผลไม้หลากชนิด ทำให้เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับการสังสรรค์และดับกระหายในฤดูร้อน

อีกบทเรียนหนึ่งที่สำคัญเลยที่เราสามารถเรียนรู้จากสเปนได้ก็คือ การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ครั้งหนึ่งคนหนุ่มสาวเคยเดินทางออกจากสเปนเพื่อแสวงหาโอกาส แต่ตอนนี้พวกเขากลับเข้ามาแล้ว ตั้งแต่ปี 2019 แรงงานต่างด้าวของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากลาตินอเมริกา ผู้ย้ายถิ่นฐานจำนวนมากเหล่านี้มีงานทำที่รายได้ต่ำและทักษะต่ำ ซึ่งหมายความว่าแม้ว่าเศรษฐกิจจะใหญ่กว่าในปี 2019 ถึง 7% แต่เมื่อปรับตามการเติบโตของประชากรแล้ว กลับเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าในประเทศอย่างอังกฤษและแคนาดา ซึ่งพบว่าการย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน แต่ GDP ต่อหัวกลับลดลง

นอกจากนี้ สเปนยังเปิดรับการลงทุนจาก จีน ด้วย (บางชาติในยุโรปกลับกีดกัน) อย่างเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2024 Stellantis บริษัทผู้ผลิตยานยนต์และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ของจีนประกาศว่าพวกเขาจะสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่ในเมืองซาราโกซา เช่นเดียวกับ Chery International บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของจีน เลือกเมืองบาร์เซโลนาเป็นสถานที่ตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกในยุโรป

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ สเปนแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปโครงสร้างนำมาสู่ผลตอบแทนอันหอมหวาน อย่างเช่นความสำเร็จล่าสุด ส่วนใหญ่สะท้อนถึงการตัดสินใจปฏิรูปธนาคารและตลาดแรงงานหลังวิกฤตการณ์ทางการเงิน นั่นทำให้สเปนได้รับชัยชนะในที่สุด


เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ


อ้างอิง

https://www.economist.com/finance-and-economics/2024/12/10/which-economy-did-best-in-2024

https://www.economist.com/leaders/2024/12/12/what-spain-can-teach-the-rest-of-europe

https://economy-finance.ec.europa.eu/economic-surveillance-eu-economies/spain/economic-forecast-spain_en

 

https://www.euronews.com/business/2024/03/29/spains-economy-thrives-why-its-growing-more-than-its-eu-rivals

 https://santandertrade.com/en/portal/analyse-markets/spain/economic-political-outline

https://www.trade.gov/country-commercial-guides/spain-market-overview

Spain

 

 

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer