Life/หนึ่งในเรื่องจำเป็นในชีวิตแต่ถูกมองข้ามอยู่เสมอ และกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นปัญหาเสียแล้ว คือการจับจ่ายใช้สอย ปัจจุบันเรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นและย้ำว่าการใช้จ่ายอย่างมีสตินั้นสำคัญ

คนรุ่นใหม่กลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงานไปจนถึงรุ่นที่ทำงานมาสักพักจนมีตำแหน่งระดับกลาง ๆ ในบริษัท ซึ่งอายุ 20 ปีต้น ๆ ไปถึง 30 ปีกลาง ๆ หรือ Gen Z และ Gen Y

ต่างพากันใช้เงินอย่างสนุกมือไปกับสินค้าหรูหราและท่องเที่ยวต่างประเทศ จนดูเหมือนว่าใช้เงินอย่างไม่ยั้งคิด หรือ Doom spending

ตามรายงานของ CNBC สำนักข่าวเศรษฐกิจดังของสหรัฐฯ ระบุว่านี่กำลังเป็นเทรนด์ในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y หลายประเทศ

เรื่องนี้ยืนยันจากผลสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ เช่น ของบริษัทสินเชื่อ Credit Karma ในสหรัฐฯ ผ่านกลุ่มตัวอย่าง Gen Z และ Gen Y จำนวน 1,000 คน

โดย 96% ของกลุ่มตัวอย่างรู้ตัวว่า Doom spending และกำลังหาทางแก้อยู่ ขณะที่ผลสำรวจของ CNBC ผ่านกลุ่มตัวอย่างคนช่วงวัยเดียวกันในหลายประเทศจำนวนกว่า 4,000 คน ก็ไปในทิศทางเดียวกัน

โดย 42.8% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า คนรุ่นตนมีรายได้น้อยกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่บ่อยครั้งที่จับจ่ายใช้สอยอย่างลืมตัว

CNBC วิเคราะห์ผ่านทัศนะของนักวิชาการทางการเงินว่า Doom spending เกิดจากการที่ Gen Z และ Gen Y เห็นว่าการใช้เงินที่หามาได้ไปกับการปรนเปรอตัวเองให้มีชีวิตหรูหรา

หรือที่ตามศัพท์วัยรุ่นไทยยุคนี้เรียกกันว่า ติดแกลม (มาจากคำ Glamour ในภาษาอังกฤษ) นั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ และเป็นหนทางหนึ่งในการคลายเครียด

เพราะหน้าที่การงาน ปัญหาเศรษฐกิจ และสถานการณ์โลกทำให้การใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็เครียดมากพออยู่แล้ว

รายงานของ CNBC ยังระบุด้วยว่าธรรมชาติของคนที่มักสนใจข่าวร้าย ข่าววิกฤตต่าง ๆ ที่มีอยู่ท่วมสื่อออนไลน์ และการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการเสพสื่อ

ทำให้ Gen Z และ Gen Y มองโลกในแง่ร้ายเกินไปจนเป็นเหตุให้ต้องหาทางคลายเครียด หรือหนีไปจากเรื่องร้าย ๆ ที่เผชิญอยู่ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งการซื้อหาของที่อยากได้ และไปท่องเที่ยวก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ แต่ Gen Z และ Gen Y ก็ลืมไปว่าถ้าใช้จ่ายอย่างไม่คิดอาจกลายเป็นปัญหาได้

และมารู้ตัวอีกทีก็ Doom spending เสียแล้ว ซ้ำร้ายยังต้องมีหนี้ท่วมตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีทางออกคลี่คลายสถานการณ์และพาตัวเองออกมาจากเทรนด์ Doom spending นั่นคือ

เปลี่ยนเลนส์ตาคู่ใหม่ไว้ใช้มองเงิน: อย่างแรกที่สามารถใช้ตัดไฟก่อนไปติดอยู่ในวังวน Doom spending หรืออย่างน้อยก็สามารถบรรเทาสถานการณ์ให้ทุเลาลงได้คือ การเปลี่ยนมุมมองเรื่องเงิน

และรูปแบบความสัมพันธ์ที่เรามีต่อเงิน โดยควรหันมามองเงินว่าเป็นคนหรือเป็นเพื่อนสนิท ที่เราพร้อมทำทุกทางเพื่ออยู่ด้วยกันไปนาน ๆ พึ่งพาอาศัยได้

รู้ว่าสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ไม่ใช่มองเงินเป็นแค่สื่อกลางในการใช้จ่าย หรือคิดแต่ว่า “เงินฉันหามาเอง จะใช้จ่ายอย่างไรก็ได้” ซึ่งมีแต่จะพาให้ติดกับดักหนี้

การมองเงินในมุมใหม่ ยังรวมถึงการสอนเรื่องการจับจ่ายใช้สอยอย่างรอบคอบและบริหารจัดการเงินให้กับเยาวชนเพื่อให้พวกเขามีภูมิทางการเงินด้วย

ท่อง “เจอ-จ่าย-เจ็บ” ให้ขึ้นใจ: อีกวิธีที่สกัดไม่ให้ไปติดบ่วง Doom spending ได้คือ คิดเสมอว่าทุกครั้งที่จ่ายอะไรไป ก็หมายถึงเงินจากหยาดเหงื่อที่ต้องหายไปด้วย

หรือผูกอารมณ์เจ็บปวดเข้ากับการซื้อและจ่ายไปในสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยนี่จะช่วยบ่มเพาะนิสัยการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพราะจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เสียเงิน ซึ่งระยะยาวย่อมช่วยให้สถานการณ์การเงินดีขึ้น

และเปลี่ยนจากคนที่เปย์ไม่ยั้ง ช้อปกระจาย ตายไม่ว่าขอให้ได้แกลม มาเป็นคนใหม่ที่ใช้เงินอย่างรู้ค่า นำไปสู่การออมและลงทุนให้เงินงอกเงย จนความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ พร้อมความสุขที่เพิ่มขึ้น/cnbc  

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer