Hot of The Year 2018 รวมเรื่องร้อนๆ แห่งปี โดยเฉพาะเรื่องสะเทือนวงการธุรกิจที่นักการตลาดต้องรู้ (ตอนที่ 2)

ไม่อยากให้รอนาน เรามาต่อกันที่ Hot of The Year 2018 EP.2 กันดีกว่า  อะไรคือเทรนด์ฮอตฮิตแห่งปี

ผู้ร้ายถุงพลาสติก

กระแสรณรงค์อันตรายสู่ท้องทะเลจากขยะพลาสติกโลก ได้เกิดการตื่นตัวในการลดขยะถุงพลาสติกไทยในปีนี้อย่างเป็นรูปธรรมที่ต่อเนื่องยิ่งขึ้นกว่าทุกๆ ปี ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงทะเลมากที่สุดติดอันดับ 6 ของโลกจาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขยะที่ลงทะเลนั้นส่วนหนึ่งคือพลาสติก

และข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษยังพบว่าขยะพลาสติกยังมีสัดส่วนขยะที่มากถึง 2 ตันต่อปี หรือคิดเป็น 12% ของขยะทั้งหมด

ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณถุงพลาสติกที่ถูกใช้งานในประเทศไทย 45,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนมาจาก ร้านขายของชำ 13,500 ล้านใบ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ 13,500 ล้านใบ ตลาดสดเทศบาลและเอกชน 18,000 ล้านใบ

เมื่อมองมาที่ถุงพลาสติก เป็นขยะที่สามารถควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมได้มากที่สุด ทำให้ภาครัฐและเอกชนได้มีการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

และการจัดวัน Plastic Bag Free Day ซึ่งเห็นได้จากแคมเปญรณรงค์ของร้านค้าที่ไม่แจกถุงพลาสติกให้กับผู้ซื้อ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศต่างๆ งานนี้ถุงพลาสติกเลยกลายเป็นผู้ร้ายไป

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/61897

Digital Banking ใครๆ ก็ Cashless

ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ Digital Banking มีสีสันที่สุดในประเทศไทย หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปลดล็อกค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างธนาคารผ่านบริการพร้อมเพย์ และการกำหนด One Standard QR Code เพื่อให้บริการพาณิชย์ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา และเริ่มทดสอบการให้บริการรับชำระเงินผ่าน QR Code Payment กับร้านค้า ก่อนที่จะขยายไปยังบริการอื่นๆ เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนตัวเองสู่ Cashless Society และลดต้นทุนในการดำเนินในธุรกิจธนาคารในอนาคต

เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดไฟเขียว ปีนี้จึงได้เห็นธนาคารต่างเปิดเกมรบกันด้วยเกมสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภคในการใช้ QR Code Payment ชำระเงินที่ร้านค้า

ไปพร้อมๆ กับการหาลูกค้าใหม่ๆ ที่เข้ามาสมัครใช้บริการ Mobile Payment ของธนาคารผ่านแคมเปญการตลาดที่กระตุ้นให้ร้านค้าและลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระเงินจากเงินสดเป็น Mobile Banking ด้วย QR Code Payment แทน อย่างเช่น แม่มณี ของไทยพาณิชย์, ยิงปิ๊บจ่ายปั๊บ ของกสิกรไทย และอื่นๆ

เพราะธนาคารเชื่อว่าถ้าผู้บริโภคเปิดใจยอมใช้งาน จะสามารถต่อยอดไปยังบริการอื่นๆ ของธนาคารทั้งดิจิทัลและน็อนดิจิทัลได้ไม่ยาก

และหลังจากที่ธนาคารสู้กันด้วย QR Code Payment กันได้ระยะเวลาหนึ่งก็พร้อมใจที่จะยกเครื่องโมบายแบงกิ้งของตัวเองใหม่ โดยเฉพาะกสิกรไทย กรุงไทย และออมสิน (ส่วนไทยพาณิชย์ได้ชิงยกเครื่องตัวเองมาตั้งแต่ปี 2560) เพราะเห็นการใช้งานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพฤติกรรมของผู้ใช้ที่คุ้นชินกับการใช้งาน และมองว่าการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลแบงกิ้ง สะดวกรวดเร็ว และพร้อมโอน ทุกสถานการณ์

ซึ่งแน่นอนว่าการปรับโฉมบริการใหม่ ธนาคารแต่ละแห่งได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการโปรโมตบริการ กระตุ้นให้ลูกค้าธนาคารเกิดความรู้สึกอยากใช้บริการดิจิทัลแบงกิ้งของธนาคารมากขึ้น รวมถึงการดึงลูกค้าใหม่จากธนาคารให้สมัครใช้บริการ

ส่วนปลายปีนี้จะเห็นว่าหลายธนาคารได้เปลี่ยนตัวเองนำบริการต่างๆ ที่ให้บริการตามสาขาเข้ามาอยู่ในดิจิทัลแบงกิ้งมากขึ้น อย่างเช่นการขอสินเชื่อพร้อมยื่นเอกสารผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น ที่มาพร้อมกับการปิดสาขาธนาคารเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานจากการเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคมาธนาคารเพื่อทำธุรกรรมน้อยลง

ส่วนปีหน้ารับรองว่า ดิจิทัลแบงกิ้ง สนุกกว่านี้แน่นอน เพราะกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ซีไอเอ็มบี และธนาคารอื่นๆ เริ่มมีแนวทางที่จะเปิดบริการอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ต้องมีเอกสารผ่านดิจิทัลแบงกิ้ง และใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขอสินเชื่อจาก digital footprint ที่อยู่ในโลกออนไลน์แทน

เพราะนั่นหมายถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อธนาคารได้เพราะไม่มีเอกสารรับรองด้านการเงิน เพื่อยืนยันถึงความสามารถในการชำระเงินค่าสินเชื่อได้

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/87531

https://marketeeronline.co/archives/86560

https://marketeeronline.co/archives/83574

https://marketeeronline.co/archives/79166

https://marketeeronline.co/archives/77407

https://marketeeronline.co/archives/58800  

คราฟต์เบียร์ แรงจนแบรนด์ใหญ่ขอแจม

กระแสคราฟต์เบียร์จากผู้ผลิตรายเล็กๆ ที่สร้างเบียร์ในแบบฉบับของตัวเอง หลากหลายแบรนด์ได้สร้างทางเลือกให้กับคนรุ่นใหม่ที่เบื่อกับรสชาติเดิมๆ จนกลายเป็นปรากฏการณ์คราฟต์เบียร์ฟีเวอร์มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และทำให้คราฟต์เบียร์สามารถกินส่วนแบ่งตลาดได้ 1% ของตลาดเบียร์รวม

จนในปีนี้แบรนด์ใหญ่อย่างสิงห์และช้าง ก็ทนกระแสไม่ไหว จนต้องเข้ามาแจมในเซกเมนต์เพื่อหวังขยายฐานให้กับตัวเองนอกเหนือจากแบรนด์เดิมๆ ที่ทำตลาดอยู่

โดยช้างได้เปิดแบรนด์ Black Dragon และ Huntsman เข้ามาในตลาด

ส่วนสิงห์เปิดแบรนด์ est33 Snowy Weizen, Kopper est33 ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ต่อยอดมาจากร้านอาหารและเครื่องดื่ม est33 ของสิงห์ รวมถึงล่าสุดได้เข้ามาถือหุ้นชาลาวัน คราฟต์เบียร์แบรนด์ดังอีกด้วย

Infleuncer ไม่พอ Micro Influencer ด้วย

เป็นเรื่องจริงที่คนไม่เชื่อสิ่งที่แบรนด์พูด แต่จะเชื่อคนด้วยกันเองพูดมากกว่า เพราะเชื่อว่าคนเหล่านั้นคือผู้ใช้จริงและมีประสบการณ์จริงกับแบรนด์

ความเชื่อนี้เองได้แตกหน่อความคิดให้กับแบรนด์หันไปพึ่งพาอาศัย Influencer เป็นกระบอกเสียงเล่าเรื่องราวที่แบรนด์ต้องการนำเสนอถึงผู้บริโภคแทนแบรนด์ จนกลายเป็นกระแสที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนในปีนี้เรียกได้ว่า กระแส Influencer แรงสุดๆ  นอกจากความแรงของกระแส Influencer ที่แบรนด์ใช้เป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารแล้ว ยังได้เกิดกระแส Micro Influencer เป็นกระแสใหม่ขึ้นมา (แต่ผู้บริโภคบางคนไม่รู้ว่านี่คือการจ้างรีวิว)

Micro Influencer นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลทั่วไปที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่มากเท่า Influencer แต่ผู้บริโภคมองว่าคนเหล่านี้เมื่อพูดอะไรเกี่ยวกับแบรนด์จะมีความจริงที่มากกว่าการที่ Influencer พูด เพื่อมาตอกย้ำและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในสิ่งที่ Influencer และแบรนด์ได้สื่อสารออกไป

และกระแส Micro Influencer นี้เองทำให้เกิดธุรกิจใหม่รับจ้างหา Micro Influencer ให้กับแบรนด์จากหลากหลายบริษัท ซึ่งการเติบโตของ Micro Influencer มาจากการที่ผู้บริโภคเริ่มรู้แล้วว่า Influencer พูดในบางสิ่งบางอย่างเพราะถูกแบรนด์จ้างมาพูดแทนแบรนด์

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/87074

https://marketeeronline.co/archives/79012

https://marketeeronline.co/archives/64005

https://marketeeronline.co/archives/11280

ใครๆ ก็ฟัง Rap/Hiphop ไม่ต่างจากเพลงป๊อป

กระแสเพลงแร็ปบ้านเรากลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ช่อง Workpoint และ True4U ดึงเพลง ‘แร็ป’ ขึ้นมาอยู่บนทีวีกับรายการ The Rapper และ Show Me the Money Thailand

โดยทั้งสองรายการได้มีกระแสในโลกออนไลน์ จนเกิดเป็นแฮชแท็กในทวิตเตอร์ #therapper และ #smtmthailand ทุกครั้งหลังรายการอัพลงยูทูป

ความจริงแล้ว ทั้งสองรายการอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จุดกระแสเพลงแร็ปให้กลับมาติดลมบน เพราะวัฒนธรรมแร็ป-ฮิปฮอป ค่อยๆ ก่อตัวมาตั้งนานแล้ว แต่การมีพื้นที่ระดับแมสที่สามารถเข้าถึงฐานผู้ชมในวงกว้างอย่างรายการโทรทัศน์น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้แร็ปเปอร์ได้มีฐานแฟนคลับ และได้แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการ

ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า แร็ปเปอร์ที่เคยออกทั้งรายการ The Rapper และ Show Me the Money ล้วนเคยผ่านการประกวดเวทีแร็ปแบทเทิ้ลกันมาแล้วทั้งนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวที “Rap is Now” ที่แร็ปเปอร์เคยเป็นผู้เข้าแข่งขันจนปัจจุบันมีชื่อเสียง เช่น P-Hot (Rap is Now SS3), Kennoi (Rap is Now SS3), Maiyarap (Rap is Now SS2), Repaze (Rap is Now SS2), NilLhohitz (Rap is Now SS2) ฯลฯ

ขณะเดียวกันก็มีแร็ปเปอร์หลายคนที่ ‘แจ้งเกิด’ ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น เด็กเลี้ยงควาย เพลงอยากนอนกับเธอ 230 ล้านวิว, Organic Feat. LazyLoxy เพลงเป็นไรไหม 120 ล้านวิว, D-Gerrard Feat. Kob เพลง Galaxy 142 ล้านวิว และ Youngohm ที่ล่าสุดเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์นาฬิกาแล้วด้วย

อีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดคนฟังเพลงแร็ปกว้างกว่าเดิมคือ จังหวะเพลงแร็ปที่สามารถไปฟีทเจอริ่งกับเพลงแนวอื่นๆ ได้ ทำให้มีฐานคนฟังที่กว้างกว่าเดิม เช่น ภูเขาบังเส้นผม – แสตมป์ อภิวัชร์ Feat. Twopee 5.6 ล้านวิว, Good Luck – Lipta Feat. Maiyarap 12 ล้านวิว, ไม่มีเธอ ไม่ตาย-แก้ม วิชญานี Feat. Twopee 45 ล้านวิว, Alarms (สวัสดีวันจันทร์) ฟักกลิ้งฮีโร่ feat. พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ 18 ล้านวิว

ล่าสุด ทีม Rap is Now ยังคงเดินหน้าประกวดแร็ปแบทเทิ้ล และมีผู้สมัครจำนวนกว่า 3 พันคน นี่อาจเป็นตัวชี้วัดได้ว่า ‘วงการแร็ป’ ยังเป็นที่นิยมในหมู่แร็ปเปอร์หน้าใหม่อยู่เสมอๆ เรียกได้ว่าปี 2018 เป็นปีทองของวงการเพลงแร๊ป-ฮิปฮอปจริงๆ โย่ว โย่ว

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/60744

https://marketeeronline.co/archives/24474  

The TOYS ฮอต ไม่แพ้ดราม่า

ธันวา บุญสูงเนิน หรือที่รู้จักในนาม The TOYS ศิลปินนักร้องหนุ่มที่มีกระแสแรงตั้งแต่ต้นปียันส่งท้ายปี ความจริงแล้ว The TOYS ไม่ได้ร้อนแรงแค่ในปีนี้ เพราะเพลงของเขาก็เป็นเพลงฮิตติดหูตั้งแต่ปีก่อนๆ แล้ว

แต่สำหรับปี 2018 อาจถือเป็นปีที่ ‘ฮอต’ ที่สุดตั้งแต่นักร้องหนุ่มวัย 23 ปี เปิดตัวสู่สาธารณะ เริ่มที่เดือนกุมภาพันธ์ กับกระแสว่าเดอะทอยก๊อบเพลงของ The 1975

แต่เจ้าตัวก็ออกมาชี้แจงแล้ว ว่าได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจ ทั้งยังมีดราม่าว่าสรุปชื่อ ‘ทอย’ หรือ ‘เอม’ จนเจ้าตัวออกมาบอกว่าชื่อทอย ส่วนเอมเป็นชื่อที่เพื่อนเรียก

แถมประเด็นเรื่องการไม่ให้เครดิตที่มีส่วนร่วมทำเพลงและเนื้อเพลงที่เขาแต่ง ถึงขนาดที่ต้นสังกัดต้องออกแถลงการณ์ร่วมชี้แจง

ดราม่าไม่จบแค่นั้น! เพราะเมื่อเดือนธันวาคม เขาถูกเชิญไปรับรางวัลที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่ในช่วงถ่ายวิดีโอ เดอะทอยทำคล้ายกับว่าเขาทำท่า ‘มินิฮาร์ต’ ไม่เป็น จึงถ่ายรูปโดยใช้นิ้วกลางแทนที่จะใช้นิ้วชี้ เรื่องนี้คนเกาหลีใต้มองว่าเขาเป็นหนุ่มขี้อายที่ตื่นเต้นไปบ้าง ส่วนคนไทยมองว่าเขาตั้งใจทำให้คนเห็นว่าเขาทำไม่เป็น ทั้งที่ตัวเองเคยทำท่ามินิฮาร์ตมาก่อน

ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของเขาก็ ‘ฮอต’ ไม่แพ้ดราม่าทีเดียว เพราะไม่ว่าจะปล่อยกี่เพลงต่อกี่เพลง ยอดวิวก็เป็นตัวการันตีความฮอต ถึงขนาดเพลงที่ยอดวิวต่ำที่สุดยังอยู่ตั้ง 7.2 ล้านวิว (เพลง Stars) เพลงที่ยอดวิวสูงสุด ณ ปัจจุบันคือ “ลาลาลอย” 79 ล้านวิว เพลง “นอนได้แล้ว” 60 ล้านวิว เพลง “ก่อนฤดูฝน” 51 ล้านวิว ตลอดจนเพลงที่เขาแค่คัฟเวอร์ก็ทำยอดวิวได้เจ็ดหลัก! ยิ่งกว่านั้น ท่อนรัวเพลง “ก่อนฤดูฝน” ที่เป็นกระแสตั้งแต่ปี 2017 จนมาถึงปี 2018 จนเกิดเป็นกระแสให้ศิลปินแถวหน้าหลายคนต้องออกมาคัฟเวอร์ตามข้ามปีทีเดียว

ในแง่การตลาด The TOYS ก็ถูกคว้าตัวเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์อย่าง GPX และ Snack Jack รวมถึงทำการตลาดแบบ Music Marketing ให้กับหลายแบรนด์ ทั้ง Bangkok Airways, Wall Cornetto, Mitsubishi Electric, Krungsri และ SC asset

ความสำเร็จที่ทำให้เขาดังเป็นพลุแตก ดูจะเป็นเรื่องการสร้าง Brand Awareness จากทั้งข่าวและเพลง ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้เป็นปีทองของเขา

นาคี 2 หนังไทยแห่งปี 2018

“พี่มาก..พระโขนง” เป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียว ที่ทำรายได้ถึง 1,000 ล้านบาทเมื่อปี 2556 หลังจากนั้นไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนทำได้อีกเลย ซ้ำร้ายหลังจากนั้นปีต่อๆ มาก็เกิดวิกฤติหนังไทยอย่างต่อเนื่อง

 ซึ่งการจะหาหนังไทยที่มีรายได้เกิน 100 ล้านบาทเรียกว่าหาได้ยากพอสมควร จนมาในปี พ.ศ. 2561 หนังไทยเริ่มจะกลับมาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นเมื่อมีหนังไทยที่ทำรายได้ 100 ล้านบาทอยู่หลายเรื่องเลยทีเดียวอาทิเช่น น้องพี่ที่รัก,ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก,ขุนพันธุ์ 2,Homestay, 9 ศาสตรา

แต่หนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปี พ.ศ. 2561 ก็คือ “นาคี 2” ที่เพิ่งเข้าฉายสัปดาห์แรกโกยเงินไปถึง 120.06 ล้านบาทจนเมื่อจบรายได้ทั่วประเทศอยู่ที่ 450 ล้านบาท สูตรสำเร็จ นาคี 2 เกิดจากอะไร ทั้งๆ ที่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาขาลงดำดิ่งของอุตสาหกรรมหนังไทย อันดับแรกสุดก็คือกระแสจากละคร TV ภาคแรก ที่มีเรตติ้งเฉลี่ยถึง 17 ทั่วประเทศ

ซึ่งนั่นแปลว่า นาคี 2 มีฐานแฟนคลับคนดูละครเรื่องนี้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แถมยังเป็นภาคต่อแฟนคลับละครทั่วประเทศย่อมไม่พลาดที่จะตีตั๋วเข้าชม จนไปถึงการได้ผู้กำกับอย่าง “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ที่เคยกำกับภาคแรกที่เป็นเวอร์ชั่นละครจนมีเรตติ้งทะลุจอทีวี

เมื่อมากำกับเป็นภาพยนตร์ “พงษ์พัฒน์” ย่อมรู้ทางเป็นอย่างดีว่าคนดูต้องการอะไรจาก “นาคี 2”

และที่เป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กในการดึงคนเข้าโรงหนัง ก็คือการเลือกคู่จิ้นเบอร์ 1 ของช่อง 3 อย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาสวมบทพระเอกนางเอกตัวหลัก ซึ่ง 2 คนนี้เป็นซุปตาร์ที่มีฐานแฟนคลับมหาศาล ที่พร้อมจะเปย์เงินค่าตั๋วหนังเพื่อเข้าไปดูผลงานดาราคนโปรดของตัวเอง

อีกทั้ง Content ของนาคี 2 ที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาคในสังคมต่างจังหวัดของคนไทยที่ถกเถียงกันมานานว่ามีจริงหรือไม่นั้น เป็นอะไรที่ถูกจริตคนดูต่างจังหวัด จนทำให้คนดูหนัง นาคี 2 ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดถึง 70% กรุงเทพ 30% (ข้อมูล : ช่อง 3)

รายได้มหาศาลและกระแสในเชิงบวกของ “นาคี 2” ด้วยสูตรละครทางจอแก้วแปลงร่างมาเป็นภาพยนตร์จอเงิน ทำให้มีกองเชียร์ในโลกออนไลน์ ลุ้นให้มีการนำละครแห่งชาติในปี 2018 อย่าง “บุพเพสันนิวาส” มาแปลงร่างเป็นภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/79419

ปีทอง! 2561 ของ “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์  

วันนี้ “เจ” คือนักฟุตบอลร่างจิ๋วชื่อดังของเอเชีย ที่เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยถูกฟุตบอลไทยลีกบางทีมปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาด้วยเหตุผลที่ว่าความสูงเพียง 159 ซ.ม.นั้นเล็กเกินไปไม่เหมาะจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ  

เมื่อครั้งยังเด็ก เจ คลั่งไคล้การเล่นฟุตบอลอย่างสุดใจ และเคยตั้งความฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้เข้าไปเล่นในลีกฟุตบอลอาชีพของประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในลีกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชีย

ปี 2559 ความฝันก็กลายเป็นจริง เมื่อได้มีโอกาสเข้าร่วมทีมกับ คอนซาโดเล ซัปโปโล และเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมซึ่งเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นเจลีก ดิวิชัน 1 เมื่อปี 2560   คว้าอันดับที่ 4 ในปี 2561 ซึ่งเป็นอันดับสูงที่สุดตั้งแต่ทีมเล่นบนลีกสูงสุดมา

วันที่ 21 ธันวาคม 2561 ชนาธิป ได้รับการโหวตจากตัวแทนนักเตะของทุกสโมสรในเจลีกให้เป็นอันดับ 8 ของยอดแข้งที่ดีที่สุดประจำฤดูกาล 2018  

รวมทั้งรางวัลนักเตะที่มีเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนลูกยิงให้เป็นประตูดีที่สุด 5 อันดับแรกของศึกเจลีก ประจำฤดูกาล 2018

ในขณะที่ทีมคอนซาโดเล ซัปโป ได้มอบรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี, รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีให้เขาด้วย

ล่าสุด เจยังคว้ารางวัลคว้านักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี จากงาน FA Thailand Awards 2018 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทอีกรางวัล

ในวัย 25 ปี เขาเป็นนักฟุตบอลไทยคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายทั้งในเรื่องความสามารถและรายได้ นอกจากค่าเหนื่อยรายเดือนแล้วยังมีโอกาสเดินสายรับทรัพย์จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าชื่อดังมากมาเช่น วาสลีนเมน, เครื่องดื่มสปอนเซอร์, พานาโซนิก  รองเท้ามิซูโน่ ฯลฯ

ที่สำคัญในปีนี้ เจยังเปิด ชนาธิป สปอร์ตคลับ” ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม บนพื้นที่ 5 ไร่ มูลค่าร่วม 100 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งสร้างเยาวชนดาวรุ่ง สู่วงการฟุตบอลไทย ซึ่งเป็นความฝันอีกอย่างของเขาอีกด้วย  

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/87921

https://marketeeronline.co/archives/7463

เปิดตัว อภิมหาโครงการ  “ICONSIAM” ไอคอนสยาม  

การเปิดตัว ไอคอน สยาม  แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโลก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 5 หมื่นล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจับมือทำธุรกิจของภาคเอกชนไทย เป็นโครงการที่เปิดตัว HOT มากๆ ชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยามบอกว่างานนี้ต้องไม่ใช่แค่เพียง Talk of  The Town แต่ต้องเป็นTalk of The World ด้วย เธอเลยจัดเต็มโดยใช้งบประมาณเกือบ 1 พันล้านบาท ทำการประชาสัมพันธ์การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระย เพื่อสะกดสายตาชาวโลก

เม็ดเงินส่วนใหญ่เกือบ 70% จะถูกทุ่มไปกับวันเปิดตัว 9-11 พ.ย. ที่ผ่านมา งานนี้เป็นการรวมพลังครั้งแรก ของเหล่านักสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ที่เป็นสุดยอดของประเทศไทยและของโลกถึง 7 บริษัทด้วยกันคืออินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเล, ซีเอ็มโอ กรุ๊ป, บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ, บริษัท ไร้ท์แมน, บริษัท ตือ, บริษัท เอ็มคิวดีซี ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และอินเทล  

ภายใต้โจทย์ที่ว่าไม่ใช่การจัดงานเปิดโครงการ แต่นี่คืองาน “เปิดเมือง นอกจากนั้นยังมีการรวมพลังของศิลปินต่างชาติชื่อก้องโลก ศิลปินระดับชาติจากหลากหลายสาขา นักแสดงมืออาชีพ และนักแสดงอาสาจากทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน   ตื่นตา ตื่นใจกับ  “โดรนไลฟ์โชว์” จากสายน้ำสู่ท้องฟ้า จำนวน 1,500 ลำ ที่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในงานเปิดตัวโครงการตลอดทั้ง 3 วัน รวมทั้งข่าต่างๆที่ปรากฏออกไปตามสื่อทุกสื่อ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ทั้งการซื้อสื่อ และฟรีมาร์เก็ตติ้งต่างๆ ที่เกิดจากผู้คนที่เข้าไปเช็คอิน ถ่ายรูป แชะและโชว์กันใน social media เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนกับการเปิดตัวโครงการในเมืองไทย กลายเป็น อีเว้นท์ HOT OF THE YEAR  ที่ต้องจดจำและพูดถึงไปอีกนาน

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/15657

https://marketeeronline.co/archives/80093

https://marketeeronline.co/archives/88241  สมาร์ทโฮม จินตนาการไม่สิ้นสุดของที่อยู่อาศัย

คำว่า สมาร์ทโฮม  (smart home) หรือบ้านอัจฉริยะ ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆแก่ผู้อยู่อาศัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลัง HOT อย่างมากในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยเทรนด์ของตลาดสมาร์ทโฮมกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจับลูกค้าที่เป็นชนชั้นกลางที่มีรายได้และมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง  

สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้กระทบต่อ 3 ธุรกิจสำคัญคือ

1.บริษัทที่เป็นผู้นำในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับกลุ่มลูกค้า โดยสินค้า ในแต่ละหมวดก็ต้อง “สมาร์ท” ต่างไปจากเดิม

2. บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เช่น  Google และ Amazon โดยมี Amazon Echo และ Google Home ซึ่งได้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ในรูปแบบหูฟังที่สามารถสั่งการผ่านเสียงของผู้ใช้ และสามารถโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติของเครื่อง เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอน เช็คสภาพอากาศรวมไปถึงแจ้งเตือนการนัดหมายต่างๆ   ส่วนApple ผลิตแอปพลิเคชัน Home3 เพื่อใช้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน

3. ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยเองที่จะต้องหันมาให้ความสนใจในการลงทุนกับเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น เช่น ที่ บ้านกลางเมือง CLASSE ของเอพี มีการวางระบบสมองกลอัจฉริยะ ‘Intelligent Hub – ไว้เป็นคีย์สำคัญในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทุกชิ้นภายในบ้านให้สามารถสื่อสารและประมวลผลร่วมกัน

รวมถึงการผสาน ‘Alexa Voice Command – นวัตกรรมระบบสั่งการด้วยเสียง “อารียาโคโม่ พรีโม่” ของค่ายอารียา พรอพเพอร์ตี้   มีระบบสมาร์ทโฮมออโตเมชั่น ควบคุมระบบภายในบ้าน บนแอพพลิเคชั่น ผ่านสมาร์ทโฟน หรือสมาร์มดีไวซ์ต่าง ๆ และ มีเป้าหมายพัฒนาระบบสำหรับรองรับ 5G ที่จะพร้อมใช้ในปี 2563

ทั้งการควบคุมการเปิดปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ ประตูรั้ว ฯลฯ SIRI LIFETECHจากแสนสิริ ด้วยนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยแนวใหม่

เช่น Sansiri Home Service Application ควบคุมการเปิดปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และจองใช้พื้นที่ส่วนกลางผ่านแอพ, SAN:DEE Delivery Robot ลูกบ้านสามารถแจ้งความจำนงให้แสนดีนำพัสดุขึ้นมาส่งที่ห้องผ่านแอพลิเคชั่นได้

โดยแสนดีที่มีระบบนำทางหลบหลีกสิ่งกีดขวางและสามารถขึ้นลิฟท์ด้วยตัวเองได้ รับน้ำหนักได้สูงสุดมากถึง 80กิโลกรัม, Sansiri AI Box สามารถรับการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกของประเทศ เป็นต้น

บ้านรู้ใจ สมาร์ทโฮม” จาก SC ASSET ร่วมมือกับ AIS ด้วยระบบควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยอินเตอร์เน็ตผ่าน Mobile Application เช่น ควบคุมการเปิดปิดสัญญาณกันขโมยภายในบ้าน เป็นต้น

วันนี้ นิยามคำว่า “บ้าน”  ที่หมายความถึงที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนไปแล้วอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และต้องยอมรับว่า  “เทคโนโลยี” ไม่มีคำว่าสิ้นสุด และกลับมีอายุสั้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมใหม่ ๆ  

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/89695



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer